พลังงานชีวภาพ

บราซิลเตรียมเปิดตัวโรงงานก๊าซชีวภาพเชิงพาณิชย์แห่งแรกของโลก

Jair Bolsonaro ประธานาธิบดีของบราซิล ได้จัดตั้งโรงงานก๊าซชีวภาพเชิงพาณิชย์แห่งแรกของโลกขึ้นในเมือง Guariba ของรัฐเซาเปาลู โดยโรงงานแห่งนี้จะใช้เชื้อเพลิงจากผลิตผลพลอยได้จากการกลั่นเอทานอลจากอ้อย รองรับกำลังการผลิตไฟฟ้าได้ถึง 21 เมกะวัตต์ และสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้เป็นจำนวน 138,000 เมกะวัตต์ชั่วโมงต่อปีแก่บ้านเรือน 62,000 หลัง ก๊าซชีวภาพจะถูกนำมาใช้ผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้าผ่านโครงข่ายการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ โดยโรงไฟฟ้าดังกล่าวเป็นของบริษัท Raizen ที่ได้รับเงินลงทุนร่วมจากบริษัท Cosan ของบราซิลและบริษัท Shell สัญชาติดัตช์และอังกฤษ

ประธานาธิบดีของบราซิลได้ให้แถลงข่าวเกี่ยวกับการมอบเงินส่งเสริมธุรกิจด้านเกษตรกรรมของบราซิล และโรงงานก๊าซชีวภาพแห่งนี้ที่จะผลิตก๊าซชีวภาพจากเชื้อเพลิงเหลือใช้หลังกระบวนการการกลั่นเอทานอลจากอ้อย โดยกล่าวว่า “ก๊าซชีวภาพและไบโอมีเทนสามารถนำไปใช้ในการผลิตไฟฟ้าและนำมาใช้ทดแทนน้ำมันดีเซลในรถบัส รถบรรทุก และเครื่องจักรทางการเกษตรได้ นอกจากนี้ไบโอมีเทนยังสามารถอัดบรรจุลงในท่อส่งก๊าซเพื่อใช้เป็นก๊าซธรรมชาติได้อีกด้วย”

Bento Albuquerque รัฐมนตรีกระทรวงเหมืองแร่และพลังงานของบราซิลระบุว่า โรงงานก๊าซชีวภาพแห่งนี้ตั้งอยู่ที่เมืองเทศบาลเมืองกัวริบาของรัฐเซาเปาลู มีกำลังการผลิตไฟฟ้า 138,000 เมกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี สามารถจ่ายไฟฟ้าให้แก่บ้านเรือนในพื้นที่ได้ถึง 62,000 หลัง โดยมีการนำเสนอว่าโรงงานก๊าซชีวภาพแห่งใหม่นี้ถือเป็นโรงงานเชิงพาณิชย์แห่งแรกของโลกที่ได้นำกากตะกอนหม้อกรองและผลิตผลพลอยได้ของการกลั่นเอทานอลจากอ้อยมาใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้า มีการคาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2573 นั้น ผลิตผลจากอ้อยจะถูกนำมาใช้ในสัดส่วน 19% ของแหล่งผลิตพลังงานทั้งหมดของบราซิล ซึ่งเพิ่มขึ้นจากสัดส่วนเดิมคือ 17% ในปัจจุบัน

รัฐบาลของบราซิลประเมินว่าในปี พ.ศ. 2573 นั้น ทางบราซิลจะสามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ในปริมาณ 45 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นสองเท่าจากปริมาณการนำเข้าก๊าซธรรมชาติโดยเฉลี่ยจากประเทศโบลิเวียในปี พ.ศ. 2562 ทั้งนี้ ก๊าซธรรมชาติที่ได้จากเอทานอลในปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 17 ของแหล่งพลังงานทั้งหมดในบราซิล โดยตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 19 ภายในปีที่ตั้งเป้า ตามข้อมูลสถิติของหน่วยงานรัฐบาลที่เผยแพร่ผ่านสำนักข่าวของรัฐอย่างเอเจนเซียในบราซิล

เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา บราซิลเปิดศักราชปีนี้ด้วยการมีโรงงานก๊าซชีวภาพกว่า 400 แห่งในประเทศ ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 40% จากปีที่แล้ว สมาคมก๊าซชีวภาพแห่งบราซิล (ABiogás) เชื่อมั่นว่า นี่เป็นปีแห่งความสำเร็จของอุตสาหกรรมพลังงานก๊าซชีวภาพในประเทศที่สะท้อนจากการขยายตัวของโรงงานเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีโครงการขนาดใหญ่ที่กำลังดำเนินการซึ่งมีเม็ดเงินลงทุนคิดเป็นมูลค่าราว 700 ล้านเรียลบราซิล ประกอบกับการมีนโยบายที่ส่งเสริมก๊าซชีวภาพอีกด้วย

Alessandro Gardemann ประธานของสมาคมก๊าซชีวภาพแห่งบราซิล ได้แสดงความเชื่อมั่นว่า RenovaBio (นโยบายแห่งชาติว่าด้วยเชื้อเพลิงชีวภาพ) ที่ประกาศให้มีการจำหน่ายใบรับรองการใช้พลังงานที่ไม่ทำให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ (CBIOs) จะเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมก๊าซชีวภาพ โดยได้อธิบายไว้ว่า “ไบโอมีเทน (ก๊าซชีวภาพที่นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิง) มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดปริมาณการปล่อยสารคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงสะอาดหรือการกลั่นเอทานอลได้”

ข้อมูลจากองค์กรวิจัยด้านพลังงาน (EPE) ที่เผยแพร่ในงานอภิปรายเกี่ยวกับก๊าซชีวภาพครั้งล่าสุดนั้น ได้แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมพลังงานที่ใช้น้ำตาลเป็นเชื้อเพลิงนั้นมีศักยภาพสูงสุดในการช่วยให้การใช้ก๊าซธรรมชาติขยายตัวได้ นับเป็นศักยภาพที่มากกว่าเป็นสามเท่าเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมการเกษตร และมากกว่าเป็นแปดเท่าเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมสุขอนามัย แม้ว่าอุตสาหกรรมสุขอนามัยจะครองสัดส่วนการการใช้ก๊าซธรรมชาติในประเทศไว้ถึง 70% ก็ตาม ข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นแนวโน้มที่ดีสำหรับปีนี้ เมื่อมีการเริ่มจำหน่ายใบรับรองการใช้พลังงานที่ไม่ทำให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์และนโยบายด้านก๊าซชีวภาพประสบความสำเร็จก็น่าจะทำให้เราได้เห็นการขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2562 โดยคาดว่าภายในปี พ.ศ. 2573 จะมีเม็ดเงินลงทุนคิดเป็นมูลค่าราว 50 พันล้านเรียลบราซิล