ฟิลิปปินส์เล็งเห็นโอกาสดีส่งออกน้ำตาลไปยังสหรัฐอเมริกา

องค์กรบริหารจัดการน้ำตาล (SRA)ระบุว่าประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลที่มีความต่อเนื่องและน่าเชื่อถือ ได้เป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกเลือกเพื่อส่งออกน้ำตาล 7% ไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อลดปริมาณส่วนเกินของสินค้าคงคลัง อีกทั้งยังมีการคาดการณ์ว่าน้ำตาลในฤดูกาลผลิตปีหน้าจะมีปริมานถึง2.19ล้านเมตริกตัน อันเนื่องมาจากการระบาดของCovid-19ที่ทำให้อุปสงค์ในท้องถิ่นลดลง อีกทั้งยังเป็นการช่วยรักษาเสถียรภาพของราคาในประเทศ

Hermenegildo Serafica ผู้บริหารองค์กรบริหารจัดการน้ำตาล SRAได้ส่งรายงานถึงนาย William Dar เลขาธิการกระทรวงเกษตร โดยมีข้อมูลระบุว่า หน่วยงานกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการส่งออกน้ำตาลส่วนเกินไปยังสหรัฐอเมริกาผ่านอัตราภาษีพิเศษ (Preferential Rate)ของรัฐวอชิงตัน เขากล่าวว่า “มีน้ำตาลส่วนเกินจากการเพาะปลูกในปี 2020-2021 ทำให้เราจำเป็นต้องส่งออก โดยได้คาดการณ์ว่าจะผลิตน้ำตาลได้ 2,190,190 เมตริกตัน ซึ่งจะสูงกว่าปีก่อนหน้านี้ที่มีผลผลิตเพียง 2,145,693 เมตริกตัน”

ฤดูกาลเก็บเกี่ยวอ้อยในฟิลิปปินส์จะเริ่มในเดือนกันยายนและสิ้นสุดในเดือนสิงหาคมของปีถัดไปซึ่งก่อนหน้านี้ผู้ผลิตน้ำตาลในท้องถิ่นได้ ขอให้ทางองค์กรลดการส่งออกน้ำตาลสู่ตลาดโลกเพื่อให้มีน้ำตาลเพียงพอในประเทศในช่วงที่มีโรคCovid-19ระบาดอยู่

อย่างไรก็ตาม นายSeraficaได้กล่าวว่าการรักษาสินค้าในคลังไว้มากไปจะส่งผลให้ราคาในประเทศตกต่ำลง โดยเฉพาะการชี้ให้เห็นว่าการบริโภคน้ำตาลและการนำสินค้าออกจากคลังได้ลดลง เขาให้ความเห็นว่าความต้องการน้ำตาลที่ลดลงมาก เป็นผลมาจากผู้ประกอบการต่างๆที่ต้องใช้น้ำตาลเป็นส่วนผสมในการสร้างผลิตภัณฑ์ก็ต้องจำกัดการทำงานของธุรกิจลง อีกทั้งร้านอาหารส่วนใหญ่ก็ยังถูกปิดชั่วคราวหรือหยุดทำการไป

นอกจากนี้เขายังได้กล่าวเสริมว่า“การส่งออกน้ำตาลในประเทศจะช่วยคลายข้อกังวลและรักษาเสถียรภาพของราคาได้ในระดับที่ให้ผลกำไรแก่ผู้ผลิตอย่างสมเหตุสมผลและเป็นธรรมต่อผู้บริโภค”ซึ่งเป็นเวลานานแล้วที่ฟิลิปปินส์ไม่ได้จัดสรรน้ำตาลไปยังตลาดนอกสหรัฐอเมริกาในขณะที่สหรัฐอเมริกายังคงเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆ ของน้ำตาลในฟิลิปปินส์เนื่องจากราคาที่ดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดโลก

นายPablo L. Lobregatประธานของสมาคมผู้ผลิตน้ำตาลแห่งฟิลิปปินส์ (PSMA) ได้ระบุว่า ปีการเพาะปลูกหน้าจะมีสินค้าค้างสต็อคประมาณ678,460เมตริกตัน (เทียบเท่ากับน้ำตาลดิบ) เว้นแต่ว่าปริมาณนี้จะถูกทำให้ลดลงในปีการเพาะปลูก 2020-21มันก็จะยังคงค้างไปยังปีการเพาะปลูกต่อไป

เขาตั้งข้อสังเกตว่า ด้วยข้อห้ามของโรคระบาดที่ได้จำกัดกิจกรรมสถานที่ที่มีการรวมตัวกัน เช่น งานแต่งงาน งานวันเกิด หรืองานรื่นเริง ซึ่งมีการบริโภค “ผลิตภัณฑ์จำพวกเครื่องดื่มที่มีรสหวานจำนวนมาก”เขายังเสริมอีกว่าความต้องการซื้อของผู้บริโภคตามร้านอาหารก็ยังคงลดลงเนื่องจากกลุ่มลูกค้าถูกจำกัดด้วยกฎเกณฑ์ด้านการเว้นระยะห่างทางสังคมและการกักตัว เขายังได้ชี้ให้เห็นถึงผลลัพธ์ว่า”กิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ถดถอยลงอย่างมาก เห็นได้ชัดจากยอดขายสินค้าที่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสม”

ในขณะเดียวกันทางสมาพันธ์ผู้ผลิตน้ำตาล(Confed) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมน้ำตาลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ กำลังผลักดันการจัดสรรที่ 6% สำหรับโควตาA และ 94%สำหรับโควตา B หรือน้ำตาลในประเทศเพื่อปรับสมดุลอุปทานอุตสาหกรรมน้ำตาล

นาย Nicolas Ledesma Jr.ประธานสมาพันธ์ผู้ผลิตน้ำตาล (Confed) กล่าวจากการประมาณการณ์ว่า “6% ของการจัดสรรโควตา A จะมีปริมาณ 131,000 เมตริกตันจาก 14,000เมตริกตันเมื่อเริ่มต้นตรวจสอบสมดุลสต็อคสำหรับน้ำตาล ซึ่งเราจะมีเพียงพอสำหรับการจัดสรรแก่ตลาดสหรัฐอเมริกาในปริมานที่136,500เมตริกตัน ทำให้เกิดความสมดุลของอุปทานเมื่อพิจารณาแล้วว่าส่วนเกินที่คาดไว้สำหรับการเพาะปลูกครั้งต่อไปจะอยู่ที่ประมาณ48,000เมตริกตันสำหรับน้ำตาลทรายดิบและน้ำตาลทรายขาว“หากเป็นไปตามแผน เราจะพบว่าไม่มีความจำเป็นใดๆที่ต้องทำการสร้างโควตาD ขึ้นมา หรือจัดสรรน้ำตาลไปยังตลาดโลกอีก”นอกจากนี้ทางสมาพันธ์ผู้ผลิตน้ำตาล ยังช่วยผลักดันให้ไม่มีการนำเข้าน้ำตาลในปีหน้า เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การลดการบริโภคน้ำตาลลง ทั้งนี้ ทางประเทศได้จัดสรรการส่งออกน้ำตาลไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาภายใต้มาตรการโควตาอัตราภาษีแบบพิเศษ (Tariff Rate Quota: TRQ)ซึ่งจะช่วยให้ประเทศต่างๆ ส่งออกผลิตภัณฑ์ในปริมาณที่กำหนดเฉกเช่นน้ำตาลไปยังสหรัฐอเมริกาด้วยภาษีที่ค่อนข้างต่ำ