รง. น้ำตาลเตือนอุตฯ รับมือต้นทุนเอทานอลพุ่ง เหตุปริมาณอ้อยลด

โรงงานน้ำตาลส่งสัญญาณอุตสาหกรรมที่ใช้เอทานอลเป็นวัตถุดิบผลิตสินค้าเตรียมรับมือต้นทุนวัตถุดิบเพิ่ม หลังปริมาณกากน้ำตาลซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นน้ำที่เกิดจากกระบวนการผลิตน้ำตาลมีปริมาณลดลงตามทิศทางปริมาณอ้อย ส่งผลให้ราคากากน้ำตาลที่นำไปทำเป็นเอทานอลปรับตัวเพิ่ม และกระทบเป็นลูกโซ่สู่อุตสาหกรรมที่ใช้เอทานอลเป็นวัตถุดิบผลิตสินค้าต่อไป

นายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี รองประธานคณะกรรมการบริหารของบริษัท ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด (TSMC) เปิดเผยว่า จากการประเมินปริมาณอ้อยเข้าหีบประจำฤดูกาลผลิตปี 2563/64 ที่คาดว่าจะมีผลผลิตอ้อยเหลือเพียง 70 ล้านตันลดลงจากปีก่อน ทำให้อุตสาหกรรมต่อเนื่องที่นำผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตน้ำตาลไปสร้างมูลค่าเพิ่มมีความเสี่ยงจากวัตถุดิบที่มีไม่เพียงพอ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์กากน้ำตาล หรือโมลาส ที่คาดว่าจะมีปริมาณลดลงในทิศทางเดียวกับผลผลิตอ้อย หลังจากในรอบการผลิตของปีก่อนมีปริมาณกากน้ำตาลอยู่ที่ 3.38 ล้านตัน หรือคิดเป็นปริมาณกากน้ำตาลต่อตันอ้อยอยู่ที่ 45.24 กิโลกรัม

ทั้งนี้ ด้วยแนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้ราคากากน้ำตาลมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อุตสาหกรรมเอทานอล ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องที่นำโมลาสไปเป็นวัตถุดิบจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนโมลาสที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งคุณภาพผลผลิตมันสำปะหลังในปีนี้ก็ลดลง ส่งผลให้มีต้นทุนวัตถุดิบมันสำปะหลังไปผลิตเป็นเอทานอลสูงขึ้นเช่นกัน ทำให้ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการด้านต้นทุนการผลิตให้มีประสิทธิภาพเพื่อให้สอดคล้องทิศทางความต้องการบริโภคเอทานอลภายในประเทศ

ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมต่อเนื่องที่นำกากน้ำตาล (โมลาส) ไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้า เช่น อุตสาหกรรมการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมผลิตสุรา และอุตสาหกรรมยาจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

“ผลผลิตอ้อยเข้าหีบซึ่งถือเป็นวัตถุดิบต้นน้ำในปีนี้ที่คาดว่าจะมีปริมาณลดลง ทำให้ปริมาณโมลาสที่เป็นผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตน้ำตาลลดลงไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งเมื่ออุปทานในตลาดลดลงแต่ดีมานด์ยังสูงจากความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น ย่อมทำให้ราคาจำหน่ายปรับตัวสูงขึ้นและส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องบริหารความเสี่ยงจากภาวะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นให้ดี” นายสิริวุทธิ์กล่าว

ขณะที่ปริมาณกากอ้อย หรือชานอ้อย ที่ถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้าให้แก่โรงไฟฟ้าพลัง งานชีวมวลเพื่อจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่หน่วยงานภาครัฐนั้น เชื่อมั่นว่าผู้ประกอบการโรงงานแต่ละรายจะสามารถบริหารซัปพลายด้านวัตถุดิบได้เพียงพอ จึงเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบมากนัก