โรงกลั่นชีวภาพจากสหรัฐอเมริกาใช้เทคโนโลยีการแปลงสารเชิงชีวภาพเพื่อผลิตพลังงานสะอาดเป็นมิตรกับโลก

นิว เอเนอร์จี บลู บริษัทผู้ดำเนินกิจการโรงกลั่นชีวภาพประกาศซื้อสิทธิ์ในการใช้เทคโนโลยีการแปลงสารเชิงชีวภาพในชื่อเรียก อินบิคอน แต่เพียงผู้เดียวจาก ออร์สเต็ด หนึ่งในกลุ่มผู้นำด้านพลังงานของทวีปยุโรปตอนเหนือซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ประเทศเดนมาร์ก โดยมีจุดประสงค์เพื่อแปรรูปกากพืชผลทางการเกษตรเช่นฟางข้าวสาลี ซังข้าวโพด และชานอ้อยและนำมาแปลงเป็นเชื้อเพลิงเอทานอลชนิดให้ออกเทนสูง

ทางบริษัทได้วางแผนจะเริ่มใช้เทคโนโลยีนี้เป็นครั้งแรกที่รัฐนอร์ทดาโกต้า เพื่อแปรรูปฟางข้าวสาลีให้กลายเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงปลอดสารคาร์บอนมูลค่าสูงสำหรับยานยนต์ ซึ่งออร์สเต็ดได้ผลิตเทคโนโลยีนี้มาเป็นเวลากว่า 15 ปี โดยใช้ต้นทุนไปกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และได้พิสูจน์ถึงประสิทธิภาพและศักยภาพทางธุรกิจจากการดำเนินกิจการโรงกลั่นที่เมืองการ์ลุนด์บอร์ก มาเป็นระยะเวลาเกือบ 5 ปี

นิว เอเนอร์จี บลู มุ่งที่จะสร้างกลุ่มโรงกลั่นชีวมวลจำนวนมาก อีกทั้งตั้งเป้าสร้างกลุ่มโรงกลั่นชีวมวลในบริเวณพื้นที่การเกษตรต่าง ๆ และพื้นที่ปลูกพืชน้ำตาลเพื่อแปรรูปกากพืชผลทางการเกษตรเช่นฟางข้าวสาลี ซังข้าวโพด และชานอ้อยเพื่อนำมาแปลงเป็นเชื้อเพลิงเอทานอลชนิดให้ออกเทนสูง

โธมัส คอร์ล ประธานบริหารของนิว เอเนอร์จี บลู กล่าวว่า “การนำเทคโนโลยี อินบิคอน มาใช้เป็นหัวใจหลักในโรงกลั่นของเราทำให้กระบวนการผลิตมีความสะอาด ปลอดกรดหรือสารแอมโมเนียซึ่งจะแตกต่างไปจากเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ทั่วไป โรงกลั่นของบริษัทเราใช้ไอน้ำแรงดันสูงตามด้วยการอาบเอนไซม์เพื่อย่อยสลายกากใยชีวมวลให้กลายเป็นน้ำตาลและลิกนิน ซึ่งจะสามารถนำไปใช้ผลิตผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพต่อไป แทนที่จะใช้น้ำเปล่าใหม่ เราเลือกใช้การรีไซเคิลน้ำจากชีวมวลผ่านวงจรแบบปิดซึ่งมีค่าความชื้นประมาณ 15% และสามารถนำมาผลิตเป็นน้ำสะอาดเพิ่มเติมเพื่อการใช้งานได้ในลักษณะเดียวกันกับการทำชลประทาน”

โรงกลั่นชีวมวลทำการแปรรูปกากพืชผลทางการเกษตรเพื่อแปลงสภาพเป็นเชื้อเพลิงเอทานอลชนิดให้ ออกเทนสูง

เป้าหมายต่อไปของบริษัทคือการตอบสนองความต้องการของตลาดเชื้อเพลิงในรัฐต่าง ๆ เช่นแคลิฟอร์เนียและประเทศอื่น ๆ ที่มุ่งมั่นจะลดมลพิษจากคาร์บอนด้วยนโยบายจูงใจให้หันมาใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตมาจากกากพืชผลทางการเกษตร

ในอนาคต บริษัท นิว เอเนอร์จี บลู ตั้งเป้าจะปูทางด้วยการเปิดโรงกลั่นที่เมืองสปิริตวู้ด รัฐนอร์ทดาโกต้าในปีพ.ศ. 2563 โดยบริษัทและผู้ถือหุ้นจะเป็นเจ้าของโรงกลั่นดังกล่าว ซึ่งจะรวมถึงนักลงทุนในพื้นที่ซึ่งมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเศรษฐกิจในบริเวณท้องถิ่น

Digital Edition