ไทยผุด 2 โรงงานน้ำตาลใหม่ สวนกระแสราคาน้ำตาลโลก

สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เตรียมอนุมัติ มิตรผล-ไทยรุ่งเรืองผุด 2 โรงงานน้ำตาลแห่งใหม่ เตรียมออกใบรับรองตั้งโรงงานให้ GGC-KTIS ตั้งนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ ไม่หวั่นตลาดโลกซบหลังผลิตอ้อยทะลัก ดัน “สต๊อกค้าง” 178 ล้านตัน ทุบราคาโลกดิ่งเหลือ 11 เซนต์/ปอนด์

นางวรวรรณ ชิตอรุณ เลขาธิการสำนักงานอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีเอกชน 2 รายยื่นขออนุญาตเปิดโรงงานน้ำตาลใหม่ 2 แห่ง คือ บริษัท มิตรผล จำกัด ผู้ผลิตน้ำตาลมิตรผล เปิดที่ จ.อำนาจเจริญ และบริษัท ไทยรุ่งเรืองอุตสาหกรรม จำกัด ผู้ผลิตน้ำตาลลิน ตั้งที่ จ.สกลนคร ภายในปี 2562 ส่งผลให้ไทยมีโรงงานน้ำตาลเพิ่มขึ้นจาก 54 เป็น 56 โรง

นางวรวรรณ ชิตอรุณ เลขาธิการสำนักงานอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.)

นอกจากนี้ยังเตรียมออกใบรับรองตั้งโรงงานให้กับโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ ของบริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC ในเครือ ปตท. และบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KTIS ที่พร้อมลงทุน 7,500 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างโรงหีบอ้อย กำลังการผลิต 24,000 ตัน/วัน และสร้างโรงผลิตเอทานอล กำลังการผลิต 600,000 ลิตร/วัน หรือประมาณ 186 ล้านลิตร/ปี และโรงผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ กำลังการผลิตติดตั้งไฟฟ้า 85 เมกะวัตต์

อย่างไรก็ตาม มีโรงงานที่ใบอนุญาตก่อสร้างโรงงาน (รง.4) กำลังจะหมดอายุ และไม่สามารถตั้งโรงงานน้ำตาลได้ทันตามกำหนดเงื่อนไขประกอบกิจการภายในปี 2563 จำนวน 2 โรง ที่นครสวรรค์ และพะเยาหรือเชียงราย เนื่องจากพิจารณาสถานการณ์ตลาดแล้วยังไม่คุ้มค่าการลงทุน ซึ่งหากจะตั้งโรงงานใหม่หลังจากนี้ต้องขออนุญาตใหม่อีกครั้ง

ส่วนกรณีการแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย…(ฉบับใหม่) ล่าช้า ไม่ส่งผลกระทบต่อการตั้งโรงงานเอทานอล และสินค้าอื่น ๆ ที่ได้จากอ้อย เนื่องจากกระทรวงอุตสาหกรรมออกประกาศภายใต้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เรื่องการให้ตั้งโรงงานที่ใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบ (ที่ไม่ใช่โรงงานน้ำตาล) ในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร (ฉบับที่…) พ.ศ.… ระยะห่างภายใน 50 กม.ของโรงงานเดิมได้ มีเพียงเงื่อนไขเดียว คือ ต้องได้รับการอนุมัติจากโรงงานน้ำตาลเดิมเท่านั้น ซึ่งการยินยอมนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งในการอนุญาตตั้งโรงงาน ภายใต้แผนส่งเสริมอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioecono-my)

นางวรวรรณกล่าวถึงสถานการณ์ของอุตสาหกรรมน้ำตาลว่า ขณะนี้น่ากังวล เนื่องจากราคาอยู่จุดต่ำสุดร่วงมาอยู่ที่ 11 เซนต์/ปอนด์ และมีแนวโน้มอาจลดลงอีก เนื่องจากปีที่แล้วอากาศไม่ได้แล้งทำให้ปริมาณผลผลิตที่แท้จริงของอินเดียและไทยสูงเกินกว่าคาดการณ์ โดยไทยหีบอ้อย 130 ล้านตัน บวกค่าความหวานที่สูง และโรงงานพัฒนาประสิทธิภาพทำให้ได้น้ำตาลกว่า 14 ล้านตัน ส่งออก 12 ล้านตัน บริโภค 2.6 ล้านตัน เหลือสต๊อก

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าฤดูการผลิต 2562/2563 จะมีการลดกำลังการผลิต เพื่อระบายสต๊อกที่ค้างอยู่ออกให้หมด ด้วยภาวะภัยแล้งของปีนี้ บวกกับราคาพืชชนิดอื่นที่สูงกว่าอ้อยราคาตกต่ำมา 3-4 ปี นับจากตั้งแต่ไร่ละ 1,000 บาท เหลือ 800 จนในปีนี้อาจไม่ถึง 700 บาท ส่งผลให้เกษตกรอาจปรับไปปลูกมันสำปะหลังแทน

“โดยในวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา ได้ประชุมกับคณะกรรมการนโยบายขาย เพื่อประมูลน้ำตาลพรีเมี่ยมไว้ก่อนรอบของเดือน พ.ค.และ ก.ค.ที่เหลืออยู่ โดยมีเป้าจะต้องทำราคาได้เท่ากับราคาคำนวณขั้นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยจีน และอินโดนีเซียยังขาดน้ำตาล บวกกับไทยลดการผลิตจะทำให้ตลาดกลับมาสมดุลปี 2563 นอกจากนี้ ยังมีตัวแปรเรื่องราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่กำลังปรับสูงขึ้น ทางบราซิลยังต้องการนำอ้อยไปทำเอทานอลสูงถึง 55% แทนน้ำตาล ณ เวลานั้นจะกลับไปอยู่ที่ 15 เซนต์/ปอนด์ เป็นราคาที่อยู่ได้ของผู้ผลิตทั่วโลก”