อินเดียนำจีนใช้เอทานอลเป็นอันดับ 3 ของโลก

อินเดียกำลังจะแซงหน้าจีนในฐานะผู้ใช้เอทานอลรายใหญ่อันดับสามของโลกภายในปี 2569 พร้อมเร่งการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบนิเวศพลังงานสะอาด โดยสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศของอินเดีย (IEA) เปิดเผยว่า ความต้องการเอทานอลในอินเดียเพิ่มขึ้นสามเท่าระหว่างปี 2560-2564 โดยคาดว่าการบริโภคจะอยู่ที่ 3 สิบล้านลิตรในปีที่แล้ว

จากรายงานของ IEA ในเดือนมกราคม 2564 อินเดียได้เพิ่มเป้าหมายของการผสมเอทานอลร้อยละ 20 ในน้ำมันเบนซินตั้งแต่ปี 2568 ถึง 2573 และตั้งเป้าที่จะเริ่มขายส่วนผสมร้อยละ 20 ในปี 2566

รายงานนี้ยังเพิ่มเติมด้วยว่า ประเทศอินเดียกำลังสนับสนุนเอทานอลเนื่องจากช่วยลดการนำเข้าน้ำมัน ลดมลพิษทางอากาศ และให้โอกาสทางเศรษฐกิจและการจ้างงานแก่เกษตรกร ความต้องการเอทานอลที่เพิ่มขึ้นนั้นสอดคล้องกับวิถีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์(Net Zero)เช่นกัน ซึ่งอินเดียเป็นผู้นำเข้าและผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่อันดับสามของโลก นำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมมูลค่ากว่า 1.09 แสนล้านรูปีในปีงบประมาณ 2564

มีความรุดหน้าที่น่าจับตามอง

สำนักงาน IEA ตั้งข้อสังเกตว่า อินเดียมี “มีความรุดหน้าที่น่าจับตามอง” ในการเพิ่มการผสมเอทานอล ในปี 2560 อยู่ที่ร้อยละ 2 แต่เมื่อถึงฤดูร้อนปี 2564 ก็แตะที่ร้อยละ 8 ซึ่งทำให้ประเทศอยู่ในเส้นทางที่จะบรรลุถึงร้อยละ 10 เปอร์เซ็นต์ที่ในปีนี้

นอกจากนั้น อินเดียได้เพิ่มความมุ่งมั่นด้านนโยบาย เพื่อบรรลุเป้าหมายร้อยละ 20 จึงได้กำหนดราคารับประกันเอทานอลต่อลิตรตามวัตถุดิบ จัดตั้งการสนับสนุนทางการเงินสำหรับกำลังการผลิตเอทานอลใหม่ เผยแพร่แผนงานเอทานอล และวางแผนที่จะมอบอำนาจให้กับยานยนต์เชื้อเพลิงแบบยืดหยุ่นที่สามารถใช้ส่วนผสมเอทานอลที่สูงขึ้นได้

อย่างไรก็ดี เป้าหมายในการบรรลุผลสำเร็จในการผสมเอทานอลร้อยละ 20 มี “ความท้าทายที่สำคัญ” ทางสถาบัน IEA ระบุว่า ความเข้ากันได้ของรถยนต์ ก๊าซเรือนกระจก และเกณฑ์ความยั่งยืน ความพร้อมของวัตถุดิบ และการรักษาสิ่งจูงใจให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ล้วนต้องได้รับการเอาใจใส่เป็นพิเศษ ในกรณีที่เร่งด่วนของอินเดีย ถือว่าประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายเหล่านี้และบรรลุเป้าหมายการผสมเอทานอลในน้ำมันเชื้อเพลิงร้อยละ 20 ในปี 2568

ความสามารถในการทำงานร่วมกันที่น่ากังวล

สถาบัน IEA อธิบายว่ากลุ่มยานพาหนะส่วนใหญ่ของอินเดียที่มีอยู่อาจมีปัญหาเรื่องความสามารถในการทำงานร่วมกันกับเชื้อเพลิงผสมที่สูงกว่า E10 ดังนั้น การปรับปรุงแก้ไขเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ขนาดของการดำเนินการอาจทำให้ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง ยานพาหนะที่ใช้เชื้อเพลิงแบบยืดหยุ่นหรือยานพาหนะอื่นๆ ที่เข้ากันได้กับส่วนผสมร้อยละ 20 จะต้องมีพร้อมและผู้บริโภคจะต้องได้รับการจูงใจที่จะซื้อมาใช้

ข้อกำหนดด้านก๊าซเรือนกระจกและเกณฑ์ความยั่งยืนที่ชัดเจนจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าการผลิตเอทานอลจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและหลีกเลี่ยงผลกระทบอื่นๆ อินเดียประมาณการว่าการผสมเอทานอลได้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ 19 ล้านตันเทียบเท่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตั้งแต่ปี 2557 และแผนงานเอทานอลยังระบุถึงความจำเป็นในการนำอ้อยมาเสริม ซึ่งเป็นพืชผลที่ต้องใช้น้ำมาก ร่วมกับวัตถุดิบที่ใช้น้ำน้อย

การตรึงราคา

ปัจจุบันอินเดียรับประกันอัตราคงที่สำหรับเอทานอลตามวัตถุดิบที่ผลิตในเดือนพฤศจิกายน และเพิ่มอัตราจูงใจขึ้นร้อยละ 1-2 เพื่อกระตุ้นการผลิต

สถาบัน IEA แนะว่า โครงสร้างแรงจูงใจและระบบเงินทุนจะต้องมีโครงสร้างที่ระมัดระวัง อินเดียสามารถเรียนรู้จากตัวอย่างอื่นๆ ของประเทศทั่วโลก ตัวอย่างเช่น อินโดนีเซียได้ปรับลดจำนวนในการผสมไบโอดีเซลเนื่องจากต้นทุนที่สูง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่อินเดียต้องการหลีกเลี่ยง อินเดียอาจมองไปยังรูปแบบอื่นๆ ด้วย เช่น เป้าหมายที่มีการซื้อขายสินเชื่อ ตามที่บังคับใช้ภายใต้โปรแกรมมาตรฐานพลังงานทดแทน (Renewable Fuel. Standard Program: RFS) ของสหรัฐฯ

ปัจจุบันบริษัทการตลาดน้ำมันของภาครัฐในอินเดียจำหน่ายน้ำมันเบนซินผสมเอทานอลร้อยละ 10 ในทำนองเดียวกัน ไบโอดีเซลร้อยละ 5 จะได้รับการผสมเมื่อเกิดความพร้อม