KSL ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมน้ำตาลไทยสู่เป้าหมาย Net Zero
ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก รองจากบราซิลและอินเดีย สร้างรายได้จากการส่งออกปีละประมาณ 100,000-200,000 ล้านบาท จากตลาดหลัก ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมดังกล่าวยังเผชิญแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการเผาไร่อ้อยก่อนเก็บเกี่ยว ซึ่งก่อให้เกิดฝุ่น PM2.5 และเพิ่มการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งภาวะโลกร้อน
นายชลัช ชินธรรมมิตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) หรือ KSL กล่าวว่า บริษัทพร้อมสนับสนุนการลดปัญหาฝุ่น PM2.5 และร่วมผลักดันเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยภายในปี 2593 โดย KSL ตั้งเป้ามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมที่ยั่งยืนมากขึ้น

เดินหน้าลดปัญหา PM2.5
KSL กำลังทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิดเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเผาไร่อ้อยก่อนเก็บเกี่ยว
เกษตรกรมักเลือกใช้วิธีเผาอ้อย เนื่องจากมีต้นทุนต่ำ ใช้เวลาน้อย และใช้แรงงานน้อยกว่าการตัดอ้อยสด อย่างไรก็ตาม วิธีดังกล่าวส่งผลกระทบรุนแรง ทั้งต่อปัญหาหมอกควัน คุณภาพดิน และสุขภาพของชุมชนโดยรอบ โดยฝุ่น PM2.5 ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน สามารถเข้าสู่ปอดและก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพระยะยาวได้
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว KSL ได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม ส่งเสริมการตัดอ้อยสด พร้อมตั้งเป้าลดสัดส่วนอ้อยไฟไหม้ที่เข้าสู่โรงงานให้ต่ำกว่า 10% ภายในปี 2569 จากระดับ 14% ในปีก่อนหน้า
“กลยุทธ์หลักประกอบด้วย การส่งเสริมการใช้รถตัดอ้อย การให้ราคารับซื้ออ้อยสดสูงขึ้น รวมถึงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือ 30 บาทต่อตันแก่เกษตรกรที่หลีกเลี่ยงการเผาอ้อย” นายชลัช กล่าว
นอกจากนี้ KSL ยังร่วมมือกับสมาคมชาวไร่อ้อยเพื่อพัฒนาอุปกรณ์เก็บเกี่ยวและเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขนส่ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังสนับสนุนมาตรการดังกล่าว โดยตั้งเป้าลดการเผาในภาคเกษตรลง 15% ภายในปีนี้
ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรที่มาจากการเผา โดยเฉพาะข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อป้องกันปัญหามลพิษข้ามพรมแดน
นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ปัญหาหมอกควันและไฟป่ายังคงเป็นความท้าทายในฤดูการผลิตปี 2568/2569
หน่วยงานภาครัฐมีแผนติดตามจุดความร้อน (hotspot) และบังคับใช้บทลงโทษต่อผู้ฝ่าฝืน ตั้งแต่การตักเตือน การชะลอออกเอกสารสิทธิ์ที่ดิน ไปจนถึงการเพิกถอนสิทธิ์การใช้ที่ดิน

เร่งเป้าหมายสภาพภูมิอากาศ
KSL ได้เร่งแผนด้านสภาพภูมิอากาศ โดยตั้งเป้าบรรลุ Net Zero ภายในปี 2593 ก่อนหน้านี้ แผน “KSL Green Together” ตั้งเป้าบรรลุ Carbon Neutrality ภายในปี 2588 และ Net Zero ภายในปี 2603 แต่ฝ่ายบริหารตัดสินใจเร่งแผนให้เร็วขึ้น
“KSL ได้เร่งโรดแมป (Roadmap) เร็วกว่ากำหนดเดิมถึง 10 ปี เพื่อแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไม่ใช่อุตสาหกรรมที่สร้างมลพิษ แต่เป็นภาคการผลิตที่พร้อมปรับตัวตามแนวโน้มสิ่งแวดล้อมระดับโลก บริษัทสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 227,514 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปี 2567 ในฐานะผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่อันดับ 4 ของประเทศไทย KSL มีโรงงานทั้งหมด 5 แห่ง ในจังหวัดขอนแก่น เลย กาญจนบุรี และสระแก้ว ในปี 2568 บริษัทมีปริมาณอ้อยเข้าหีบ 6.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 22.6% จากปีก่อนหน้า จากปัจจัยด้านสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย จากปริมาณดังกล่าว อ้อยสดมีสัดส่วน 86% ขณะที่อ้อยไฟไหม้ลดลงเหลือ 14%” นายชลัช กล่าว
เมื่อปีที่ผ่านมา KSL ผลิตน้ำตาลดิบได้ 42,000 ตัน

ใช้พลังงานสะอาดลดการปล่อยคาร์บอน
นอกเหนือจากการปรับเปลี่ยนวิธีการเก็บเกี่ยว KSL ยังลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ บริษัทนำของเสียจากโรงงานมาใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ทั้งกากอ้อยจากโรงงานน้ำตาล และน้ำเสียจากกระบวนการผลิตเอทานอล
การผลิตไฟฟ้าดำเนินการผ่านบริษัทลูก คือ บริษัท โรงไฟฟ้าน้ำตาลขอนแก่น จำกัด ซึ่งดำเนินการโรงไฟฟ้าชีวมวล 3 แห่ง
แห่งแรกตั้งอยู่ใกล้โรงงานน้ำตาลขอนแก่นในอำเภอน้ำพอง มีกำลังการผลิต 30 เมกะวัตต์ โดยจำหน่ายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำนวน 20 เมกะวัตต์
แห่งที่สองตั้งอยู่ในจังหวัดกาญจนบุรี มีกำลังการผลิต 90 เมกะวัตต์ โดยจำหน่ายไฟฟ้าให้ กฟผ. จำนวน 30 เมกะวัตต์
ส่วนแห่งที่สาม ตั้งอยู่ใกล้โรงงานวังสะพุง จังหวัดเลย มีกำลังการผลิต 70 เมกะวัตต์ โดยจำหน่ายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำนวน 2.12 เมกะวัตต์
โรงไฟฟ้ายังใช้ก๊าซชีวภาพจากกระบวนการหมักน้ำเสียในการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ โดยก๊าซชีวภาพที่มีส่วนประกอบของมีเทนสามารถใช้กับเครื่องยนต์ก๊าซหรือกังหันผลิตพลังงานได้ จึงถือเป็นเชื้อเพลิงหมุนเวียนที่มีความยืดหยุ่นสูง
KSL ได้ขึ้นทะเบียนโรงไฟฟ้าและโครงการพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อขอการรับรองคาร์บอนเครดิตภายใต้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย(Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) โดยมีปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองมากกว่า 300,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งสามารถนำไปจำหน่ายให้บริษัทอื่นเพื่อนำไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้
“โรงไฟฟ้าเป็นหนึ่งในหลายโครงการที่ช่วยให้บริษัทบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593” นายชลัช กล่าว

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่
บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน)
รุกธุรกิจเชื้อเพลิงชีวภาพ
KSL ยังขยายธุรกิจสู่เชื้อเพลิงชีวภาพผ่านบริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ BBGI ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนกับ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
BBGI ผลิตเอทานอลจากกากน้ำตาล ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตน้ำตาล เพื่อนำไปผสมกับน้ำมันเบนซินผลิตเป็นแก๊สโซฮอล์ ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศไทย
บริษัทเตรียมลงทุน 2,000 ล้านบาท ในโครงการเปลี่ยนน้ำเสียเป็นก๊าซชีวภาพเหลว หรือ Bio-LNG ซึ่งเป็นพลังงานหมุนเวียนทางเลือกแทนก๊าซธรรมชาติเหลวจากฟอสซิล โดยพัฒนาโครงการร่วมกับ Keppel และ CleanEdge Resources ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีแปรรูปของเสียเป็นพลังงาน
Bio-LNG หรือก๊าซชีวมีเทนเหลว ผลิตจากกระบวนการย่อยสลายก๊าซชีวภาพแบบไม่ใช้ออกซิเจน และมีศักยภาพในการทดแทนก๊าซ LNG จากฟอสซิลในการผลิตพลังงาน BBGI มีแผนผลิต Bio-LNG จากน้ำเสียและของเสียแข็งในโรงงานเอทานอลที่จังหวัดกาญจนบุรีและขอนแก่น นอกจากนี้ BBGI ยังศึกษาการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) จากสาหร่าย ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
สาหร่ายขนาดเล็ก (Microalgae) ซึ่งอุดมด้วยไขมันและน้ำมันที่สามารถนำไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ อาจกลายเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับเชื้อเพลิงชีวภาพยุคใหม่ และเป็นอีกแนวทางสู่การบินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

