เปลี่ยนของเสียจากน้ำตาลสู่โปรตีน: Planetary เดินหน้าขยายนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีอาหาร

อุตสาหกรรมน้ำตาลทั่วโลกสร้างวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตปริมาณมหาศาลในแต่ละปี ไม่ว่าจะเป็นกากน้ำตาล (Molasses) น้ำคั้นจากกระบวนการผลิต (Press Liquors) และผลพลอยได้อื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่มักถูกจำหน่ายในราคาต่ำหรือกำจัดทิ้ง โดยให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเพียงเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม บริษัท Planetary (แพลนเนทารี) ผู้พัฒนาเทคโนโลยีการหมักจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กำลังเปลี่ยนแนวคิดดังกล่าว ด้วยการเพิ่มมูลค่าให้ของเหลือจากอุตสาหกรรมน้ำตาลผ่านเทคโนโลยีชีวภาพ
ปลดล็อกศักยภาพของของเหลือจากอ้อยและน้ำตาล
เทคโนโลยีการหมัก BioBlocks™ ของบริษัท ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้โครงการ WIPO GREEN ของ World Intellectual Property Organization (องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก) ช่วยให้โรงงานน้ำตาลสามารถนำวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตมาแปรรูปเป็นโปรตีนเกรดอาหาร ใยอาหาร (Dietary Fibre) และเอนไซม์เชิงหน้าที่ (Functional Enzymes) ที่มีมูลค่าสูง
แทนที่จะลงทุนสร้างโรงงานผลิตของตนเอง Planetary (แพลนเนทารี) เลือกใช้โมเดลธุรกิจแบบให้สิทธิ์ใช้งานเทคโนโลยี (Licensing) แก่ผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลโดยตรง ทำให้สามารถผสานระบบการหมักเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิมของโรงงานได้ทันที โมเดลธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนไม่สูงนี้ อาจเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันให้โปรตีนทางเลือกมีต้นทุนที่สามารถแข่งขันกับโปรตีนจากแหล่งดั้งเดิมได้ในอนาคต
ระดมทุน 28 ล้านดอลลาร์ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ล่าสุด Planetary (แพลนเนทารี) ประสบความสำเร็จในการระดมทุนรอบใหม่มูลค่า 28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบด้วยเงินลงทุนรอบ Series A จำนวน 20 ล้านดอลลาร์ และวงเงินสินเชื่ออีก 7.5 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้บริษัทระดมทุนสะสมได้ประมาณ 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การระดมทุนครั้งนี้นำโดย Radikal Capital (ราดิคัล แคปิตอล) และ Oetker Ventures (เอิตเกอร์ เวนเจอร์ส) พร้อมด้วย Royal Cosun (รอยัล โคซุน), arc investors (อาร์ก อินเวสเตอร์ส), Green Generation Fund (กรีน เจเนอเรชัน ฟันด์) และ AgriFoodTech Venture Alliance (แอกริฟู้ดเทค เวนเจอร์ อัลไลแอนซ์) ขณะที่นักลงทุนเดิม ได้แก่ Astanor Ventures (แอสทานอร์ เวนเจอร์ส) และ XAnge (เอ็กซ์อองช์) ก็ร่วมลงทุนในรอบนี้เช่นกัน โดยบริษัทมีแผนปิดการระดมทุนเพิ่มเติมอีกครั้งในช่วงปลายฤดูร้อนปีนี้
โครงสร้างของกลุ่มนักลงทุนถือว่าน่าสนใจ เนื่องจากประกอบด้วยทั้งสหกรณ์การเกษตร บริษัทในอุตสาหกรรมอาหาร และกองทุนร่วมลงทุน สะท้อนให้เห็นถึงโมเดลธุรกิจของ Planetary (แพลนเนทารี) ที่เชื่อมโยงทั้งอุตสาหกรรมน้ำตาล เทคโนโลยีการหมัก และวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหารเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะ Royal Cosun (รอยัล โคซุน) สหกรณ์การเกษตรจากเนเธอร์แลนด์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการแปรรูปหัวบีตน้ำตาล ซึ่งนับเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญของบริษัท
โรงงานผลิตเชิงพาณิชย์เดินเครื่องแล้วในสวิตเซอร์แลนด์
ปัจจุบัน Planetary (แพลนเนทารี) ได้เปิดดำเนินการโรงงานผลิตในระดับอุตสาหกรรมที่เมืองอาร์แบร์ก (Aarberg) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยตั้งอยู่ร่วมกับโรงงานของ Schweizer Zucker (ชไวเซอร์ ซูเกอร์) ผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ของประเทศ
การตั้งโรงงานร่วมกับโรงงานน้ำตาลไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นหัวใจสำคัญของโมเดลธุรกิจ เนื่องจากช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่งวัตถุดิบสำหรับการหมัก และลดเงินลงทุนในการก่อสร้างโรงงานแยกต่างหากได้อย่างมีนัยสำคัญ
มองเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นโอกาสท่ามกลางความไม่แน่นอน
เดวิด แบรนเดส (David Brandes) ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Planetary (แพลนเนทารี) ยอมรับว่า สถานการณ์การระดมทุนในปัจจุบันมีความท้าทายมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจที่อยู่นอกกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ ซึ่งต้องใช้ความพยายามในการดึงดูดนักลงทุนมากกว่าหลายปีก่อน
อย่างไรก็ตาม เขามองว่าความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงที่ผ่านมา กลับยิ่งตอกย้ำความจำเป็นของระบบการผลิตอาหารแบบหมุนเวียน (Circular Food System) ที่พึ่งพาทรัพยากรภายในประเทศ มากกว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของธุรกิจ
จากถังหมักสู่ชั้นวางสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต

ความก้าวหน้าของ Planetary (แพลนเนทารี) ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น ในปี 2568 (พ.ศ. 2568) บริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ทางเลือกจากไมโคโปรตีน (Mycoprotein Chicken Filet) ซึ่งวางจำหน่ายในราคาเทียบเท่าเนื้อไก่ทั่วไป ผ่านร้าน ALDI Suisse (อัลดี สวิส) จำนวน 250 สาขาทั่วประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ไมโคโปรตีนเป็นโปรตีนที่ผลิตจากการหมักเชื้อราในสภาวะควบคุม ทำให้ได้โปรตีนที่มีเส้นใยคล้ายเนื้อสัตว์และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง สามารถนำมาแปรรูปให้มีลักษณะและเนื้อสัมผัสใกล้เคียงเนื้อสัตว์จริง การที่ผลิตภัณฑ์สามารถทำราคาได้เทียบเท่ากับเนื้อไก่ทั่วไป แม้จะยังอยู่ในระดับการจำหน่ายที่ไม่ใหญ่นัก ถือเป็นสัญญาณเชิงพาณิชย์ที่สำคัญของอุตสาหกรรมโปรตีนทางเลือก ซึ่งที่ผ่านมา “ราคา” ถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการยอมรับของผู้บริโภคในวงกว้าง
ปัจจุบัน บริษัทกำลังขยายแบรนด์สำหรับลูกค้าอุตสาหกรรม (Business-to-Business: B2B) ภายใต้ชื่อ Libre (ลิเบร) ไปทั่วทวีปยุโรป โดยมุ่งเจาะตลาดผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ทางเลือก ผลิตภัณฑ์ทดแทนนม ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ผสมโปรตีนทางเลือก อาหารเสริมใยอาหาร และการเพิ่มโปรตีนในอาหาร
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายสะท้อนกลยุทธ์ของบริษัทที่ต้องการลดการพึ่งพาตลาดผลิตภัณฑ์ประเภทใดประเภทหนึ่งมากเกินไป ซึ่งเป็นบทเรียนที่อุตสาหกรรมโปรตีนทางเลือกได้รับ หลังจากยอดขายผลิตภัณฑ์เนื้อจากพืชในหลายประเทศฝั่งตะวันตกเริ่มชะลอตัวในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะที่การควบรวมกิจการในธุรกิจวัสดุชีวภาพจากไมซีเลียม (Mycelium Materials) ก็สะท้อนให้เห็นว่าทิศทางของตลาดสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วเมื่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจมีความเข้มงวดมากขึ้น
ตั้งเป้าลดต้นทุนการผลิต พร้อมขยายสู่ตลาดเกิดใหม่
นอกเหนือจากตลาดยุโรป Planetary (แพลนเนทารี) ยังตั้งเป้าลดต้นทุนการผลิตไมโคโปรตีนให้ต่ำกว่า 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม ผ่านการให้สิทธิ์ใช้เทคโนโลยีแก่พันธมิตรในภูมิภาคที่มีวัตถุดิบซูโครส (Sucrose) อุดมสมบูรณ์ แต่ยังขาดแคลนแหล่งโปรตีน
หนึ่งในตลาดเป้าหมายสำคัญคือประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมแปรรูปอ้อยขนาดใหญ่ มีวัตถุดิบสำหรับกระบวนการหมักจำนวนมาก และยังมีความต้องการบริโภคโปรตีนจากประชากรจำนวนมหาศาลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีอุปทานไม่เพียงพอ
บริษัทเชื่อว่า การผสานแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้ากับการผลิตโปรตีนทางเลือกเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดเกิดใหม่ กำลังกลายเป็นโอกาสการลงทุนที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกมากขึ้น



