แอฟริกาใต้เดินหน้าโครงการปลูกอ้อยแบบ Climate-Smart หนุนเกษตรสีเขียว
ทั่วภูมิภาคที่มีการผลิตอ้อยของประเทศแอฟริกาใต้ เกษตรกรรายย่อยกำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการขับเคลื่อนการเกษตรอย่างยั่งยืน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวมากขึ้น โดยในพื้นที่โจซินี (Jozini) จังหวัดควาซูลู-นาทาล (KwaZulu-Natal) เกษตรกร ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค หน่วยงานของสหประชาชาติ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรม ได้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการที่จัดโดย สำนักงานสหประชาชาติแอฟริกาใต้ (United Nations in South Africa) โดยได้รับการสนับสนุนทางเทคนิคจาก องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Industrial Development Organization) และได้รับการสนับสนุนจากกองทุนร่วมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Joint SDG Fund) การหารือมุ่งเน้นการเสริมสร้างความยืดหยุ่น ความครอบคลุม และความยั่งยืนของอุตสาหกรรมอ้อย ท่ามกลางแรงกดดันด้านสภาพภูมิอากาศและเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น
โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในภาพรวมของสหประชาชาติในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างเป็นธรรม (Just Energy Transition) ในแอฟริกาใต้ โดยผสานความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของประชาชน ชุมชนชนบททั่วประเทศยังคงเผชิญความท้าทายด้านการว่างงาน ความมั่นคงทางพลังงาน และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้การเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาคาร์บอนต่ำมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น
อุตสาหกรรมน้ำตาลของแอฟริกาใต้เผชิญการลดลงอย่างต่อเนื่องของจำนวนเกษตรกรรายย่อยในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา โดยลดลงจากราว 50,000 ราย เหลือประมาณ 25,000 ราย สาเหตุหลักมาจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง และข้อจำกัดในการเข้าถึงตลาดและแหล่งเงินทุน ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ยกระดับการผลิตให้ทันสมัย และปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ผู้เข้าร่วมการประชุมได้หารือแนวทางเปลี่ยนความท้าทายเหล่านี้ให้เป็นโอกาสใหม่ ผ่านการส่งเสริมเกษตรฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะด้านภูมิอากาศ (Climate-Smart Technologies) โซลูชันพลังงานหมุนเวียน และแนวทางการเงินรูปแบบใหม่ เช่น การเงินสีเขียว (Green Finance) และคาร์บอนเครดิต (Carbon Credits) โดยผลลัพธ์สำคัญของการหารือคือการจัดทำแผนแม่บท (Roadmap) ที่สอดคล้องกับแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยของแอฟริกาใต้ (South Africa Sugarcane Industry Master Plan) เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยให้มีความหลากหลาย แข่งขันได้ และยั่งยืนมากขึ้น

หนึ่งในข้อเสนอสำคัญจากเวิร์กช็อปคือโครงการกระจายศูนย์การแปรรูป เพื่อเปลี่ยนของเสียจากอ้อยให้เป็นพลังงานหมุนเวียน เช่น ไฟฟ้า เอทานอล และไบโอออยล์ โครงการนี้คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมสร้างรายได้เพิ่มเติมให้เกษตรกร สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น และเพิ่มการเข้าถึงพลังงานในชุมชนที่ยังขาดแคลน เทคโนโลยีอย่างการแก๊สซิฟิเคชัน (Gasification) และการย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic Digestion) ถูกระบุว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนของเสียทางการเกษตรให้กลายเป็นทรัพยากรพลังงานที่มีมูลค่า
แม้ภาคอุตสาหกรรมจะมีศักยภาพสูง แต่เกษตรกรจำนวนมากยังเผชิญข้อจำกัดด้านการเงิน โครงสร้างพื้นฐาน และการสนับสนุนทางเทคนิค ผ่านโครงการของ Joint SDG Fund หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการเงิน ผู้แทนอุตสาหกรรม และชุมชนเกษตรกรกำลังร่วมกันพัฒนาแนวทางที่สามารถขยายผลได้ เพื่อทั้งลดการปล่อยคาร์บอนและเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ผลิตในชนบท รวมถึงผู้หญิงและเยาวชน
เวิร์กช็อปดังกล่าวยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนา โดยแสดงให้เห็นว่าการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาเศรษฐกิจชนบทสามารถเสริมแรงกันได้ ผ่านการลงทุนที่ประสานกัน นวัตกรรม และความร่วมมือระหว่างภาคส่วน โดยขณะนี้มีแผนพัฒนาโครงการนำร่องในพื้นที่โจซินี และเมืองนโคมาติ (Nkomati) จังหวัดมปูมาลังกา (Mpumalanga) เพื่อศึกษาศักยภาพการแปรรูปอ้อยอย่างยั่งยืนและการผลิตพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติม
สำหรับเกษตรกรจำนวนมาก การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้มีความสำคัญโดยตรงต่อเศรษฐกิจครัวเรือน ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ความร้อนจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นจากสภาพภูมิอากาศ และผลกำไรที่ลดลง กำลังสร้างแรงกดดันต่อชุมชนเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรเชื่อว่าการนำของเสียจากอ้อยมาแปรรูปเป็นพลังงานจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างโอกาสที่ดีขึ้นให้กับคนรุ่นต่อไปในอนาคต

