ญี่ปุ่นจับตาอ้อยฟิลิปปินส์เป็นแหล่งวัตถุดิบไบโอเอทานอลในอนาคต
ญี่ปุ่นกำลังมองหาความร่วมมือกับฟิลิปปินส์ในฐานะพันธมิตรที่มีศักยภาพในการพัฒนาแหล่งไบโอเอทานอลใหม่ ท่ามกลางการเร่งขยายความร่วมมือด้านการวิจัยเทคโนโลยีอ้อยและการผลิตเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำของโตเกียว
ในงานประชุมสัมมนา Sustainable Development of Sugarcane Cultivation Symposium ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ณ โรงแรมThe Sugarland เมือง Bacolod เอกอัครราชทูตญี่ปุ่น Endo Kazuya กล่าวว่า ญี่ปุ่นมองเห็นศักยภาพระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญในภาคอ้อยของฟิลิปปินส์
“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความสำเร็จของโครงการนี้จะสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ยั่งยืน ผ่านการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร การยกระดับความสามารถในการปรับตัวของภาคเกษตร และเหนือสิ่งอื่นใดคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและชุมชนของเรา” Kazuya กล่าว โดยอ้างถึงความร่วมมือด้านงานวิจัยระยะเวลา 5 ปี ระหว่างญี่ปุ่น–ฟิลิปปินส์ ซึ่งนำโดยมหาวิทยาลัยจากญี่ปุ่นร่วมกับสถาบันในท้องถิ่น
สำนักงานกำกับดูแลน้ำตาลของฟิลิปปินส์ (SRA) ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัย Tokyo เมื่อเดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมา เพื่อผลักดันการวิจัยอ้อยเชิงปฏิบัติให้ก้าวหน้า

ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ปรับปรุงระบบการผลิต และศึกษาศักยภาพของอ้อยในการสนับสนุนอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึงการผลิตไอโอเอทานอล
Kazuya ระบุว่า การศึกษาที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องในด้านพันธุ์อ้อยที่ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ เทคนิคการปลูกที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการแปรรูปอ้อยเป็นเอทานอล อาจช่วยยกระดับผลผลิตในเขตอุตสาหกรรมน้ำตาล พร้อมทั้งวางรากฐานสำหรับห่วงโซ่มูลค่าใหม่ที่มุ่งเน้นการส่งออก
เขากล่าวเสริมว่า นักวิจัยชาวญี่ปุ่นยังได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นในการทำแผนที่พื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการขยายการผลิตวัตถุดิบชีวเอทานอล และประเมินบทบาทของเกษตรกรรายย่อยในการเข้าร่วมสัญญาจัดหาวัตถุดิบในอนาคต
ด้านสำนักงาน SRA ระบุว่า หนึ่งในผลลัพธ์สำคัญของโครงการคือการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกรท้องถิ่นเกี่ยวกับวิธีการปลูกอ้อยแบบใหม่จากญี่ปุ่นที่เรียกว่า “การปลูกแบบลึก” (deep planting) ซึ่งช่วยเพิ่มผลผลิตอ้อยได้อย่างมีนัยสำคัญ
ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรที่ใช้วิธีการปลูกแบบใหม่นี้สามารถเก็บเกี่ยวอ้อยได้เฉลี่ย 77.23 ตันต่อเฮกตาร์ เพิ่มขึ้นจากระดับปกติ 63.92 ตันต่อเฮกตาร์ ที่ได้จากวิธีการปลูกแบบดั้งเดิม
การเพิ่มขึ้นของผลผลิตดังกล่าวเทียบเท่ากับน้ำตาลเพิ่มขึ้นประมาณ 28 กระสอบต่อเฮกตาร์ หรือสร้างรายได้เพิ่มเติมให้เกษตรกรรายละประมาณ 68,215 เปโซฟิลิปปินส์

