นโยบายและนวัตกรรมพัฒนาพันธุ์อ้อย: แผนพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำตาลไทยสู่ความยั่งยืน ปี 2569
การเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศของโลกมีผลกระทบชัดเจนมากขึ้นกับประเทศไทยนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 โดยอุณหภูมิของโลกสูงขึ้นตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน 1.30 องศาเซลเซียส จึงส่งผลทำให้เกิดปรากฏการณ์ เอลนินโญ่ และลานินญ่า สลับกันเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ส่งผลโดยตรงกับผลผลิตทางการเกษตรหลายๆชนิด โดยเฉพาะอ้อย ซึ่งเป็นพืชที่มีอายุเก็บเกี่ยวเฉลี่ยที่ 12 เดือน ได้รับผลกระทบโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศของโลก คือ สภาวะภัยแล้งที่เกิดขึ้นในระยะย่างปล้องของอ้อยจะทำให้ผลผลิตอ้อยลดลง 20-50 % (ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่กระทบแล้ง) อุณหภูมิที่สูงขึ้นมีผลกับการแพร่ระบาดของแมลงศัตรูอ้อยซึ่งแมลงศัตรูอ้อยจะพบได้ตั้งแต่ระยะอ้อยแตกกอจนถึงระยะสุกแก่ กรณีตรงข้ามแต่ถ้าประเทศไทยเกิดภาวะลานินญ่าก็จะทำให้มีปริมาณฝนที่มากเกินความจำเป็นของอ้อย พื้นที่ที่มีความชื้นสูงๆก็มักจะเกิดโรคที่มาจากเชื้อราและแบคที่เรียได้ง่าย หรือบางพื้นที่เป็นที่ลุ่มก็จะเกิดสภาวะน้ำท่วมขังทำให้อ้อยชะงักการเจริญเติบโต
จากการสำรวจของสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม ในปีการการผลิต พ.ศ. 2568/2569 พบการระบาดของโรคใบขาวในประเทศไทยประมาณ 592,000 ไร่ พื้นที่ที่พบการระบาดมากที่สุดคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ 579,000 ไร่ (97.8 เปอร์เซ็นต์) ซึ่งปีนี้ถือว่าเป็นปีที่มีการระบาดหนักที่สุดในรอบหลายสิบปี ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่แมลงพาหะในพื้นที่เพิ่มจำนวนอย่างรวดร็ว ประกอบกับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับผลัน ทำให้อ้อยที่มีเชื้อไฟโตรพลาสมา (Phytoplasma) อยู่ในลำอ้อยอยู่แล้วเกิดความเครียด และแสดงอาการของโรคใบขาวได้ง่าย ซึ่งถ้าหากพบการระบาดของโรคใบขาวในพื้นที่มากกว่า 50 % จะส่งผลทำให้ผลผลิตอ้อยลดประมาณ 20 – 40 %

ปัจจุบันพบว่าเกษตรกรชาวไร่ในประเทศไทยประมาณ 3 แสนรายปลูกอ้อยพันธุ์ ขอนแก่น 3 โดยสัดส่วนการใช้พันธุ์อ้อยในประเทศไทย พบว่ามีการปลูกอ้อยพันธุ์ขอนแก่น 3 มากถึง 96 % ซึ่งพันธุ์ดังกล่าวได้มีการใช้ปลูกมาไม่ต่ำกว่า 17 ปี (ประกาศรับรองพันธุ์ปี พ.ศ. 2551) ซึ่งการใช้พันธุ์อ้อยพันธุ์เดียวเพื่อใช้ปลูกเป็นระยะเวลานานๆ เป็นความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคและแมลงระบาดอย่างมากในการผลิตอ้อย สอน. จึงเล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาพันธุ์อ้อยสายพันธุ์ใหม่เพื่อมาทดแทนอ้อยพันธุ์เดิม โดยต้องมีคุณสมบัติเบื้องต้น คือ ให้ผลผลิตสูง ให้คุณภาพความหวานที่ดี มีความต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูอ้อยได้ดี ซึ่ง สอน. เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์อ้อยเคียงคู่กับการเติบโตของระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายในประเทศไทยมาไม่ต่ำกว่า 45 ปี โดยศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ภาคที่ 1 กาญจนบุรี เป็นหน่วยงานหลักของ สอน. ที่ทำหน้าที่ปรับปรุงและพัฒนาอ้อยสายพันธุ์ต่างๆ




ศูนย์การปรับปรุงพันธุ์อ้อยแห่งประเทศไทย (Thailand Sugarcane Breeding Center)
โดยปัจจุบัน สอน. ได้จัดตั้ง ศูนย์การปรับปรุงพันธุ์อ้อยแห่งประเทศไทย (THAILAND SUGARCANE BREEDING CENTER) หรือมีชื่อย่อที่ใช้เรียกกันทั่วไปว่า “TSBC” ไว้ ณ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ภาคที่ 1 กาญจนบุรี โดยได้รับการจัดตั้งขึ้นภายใต้โครงการพัฒนาและขยายอ้อยพันธุ์ดีของสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย โดยเริ่มพัฒนามาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558 มีการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐานเองโดยคนไทย ซึ่งสามารถตอบสนองให้กระบวนการปรับปรุงพันธุ์อ้อยของไทยมีความรวดเร็วแม่นยำ โดยมีการนำเอาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยเข้ามาใช้งาน นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายในการร่วมมือประสานการทำงานเป็นเครือข่าย ทั้งหน่วยงานภาครัฐ โรงงานน้ำตาล และเกษตรกร เพื่อการร่วมมือร่วมใจกันในการพัฒนาพันธุ์อ้อย อันจะทำให้เกิดความยั่งยืนในการผลิตอ้อยและอุตสาหกรรมอ้อย และน้ำตาลทรายของประเทศ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย มีเป้าประสงค์ในการพัฒนาให้ TSBC เป็นหน่วยงานที่มีเทคโนโลยี นวัตกรรม และเป็นศูนย์กลางเครือข่ายวิชาการด้านอ้อยให้กับเกษตรกร โรงงานน้ำตาล นักวิชาการ และผู้เกี่ยวข้อง

ซึ่งปัจจุบัน TSBC มีเทคโนโลยีที่สามารถรวบรวมเก็บเชื้อพันธุกรรมพันธุ์อ้อย (Sugarcane Germplasm) จากแหล่งต่างๆ ทั้งภายในประเทศและจากต่างประเทศไว้ได้กว่า 1,589 สายพันธุ์ ซึ่งเชื้อพันธุกรรมพันธุ์อ้อยเหล่านี้ จะถูกนำมาใช้ประโยชน์เพื่อเป็นพ่อแม่พันธุ์ในการผสมพันธุ์อ้อยของ สอน. ในอนาคต แต่เนื่องจากการเก็บรักษารวบรวมเชื้อพันธุกรรมด้วยวิธีการปลูกพันธุ์อ้อยไว้ในแปลงมักประสบปัญหาการเข้าทำลายของโรคและแมลงศัตรูอ้อย ทำให้ต้องมีการนำเทคโนโลยีทางด้านชีวโมเลกุลเข้ามาช่วยเหลือในการเก็บรักษาเชื้อพันธุกรรมพันธุ์อ้อยเหล่านี้ในรูปแบบใหม่ คือ วิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเจริญ (Meristematic tissue) เป็นวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อรูปแบบหนึ่ง ที่ใช้เฉพาะเนื้อเยื่อส่วนปลายยอด (Apical shoot meristem) ของต้นอ้อยมาเพาะเลี้ยงบนอาหารสังเคราะห์ (Murashige and Skoog : MS) ในสภาพแวดล้อมที่ถูกควบคุมแบบปลอดเชื้อ (In vitro culture) อุณหภูมิ แสงและความชื้นในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้เนื้อเยื่ออ้อยสามารถเจริญเติบโตและพัฒนาต่อไปได้ ซึ่งวิธีเหล่านี้มักนิยมเพาะเลี้ยงในภาชนะปิด เช่น ขวดแก้วหรือจานเพาะเชื้อ วิธีการนี้จึงสามารถนำมาช่วยยืดอายุการเก็บรักษาเนื้อเยื่อของพันธุ์อ้อยไว้ได้นานถึง 6 เดือน และยังสามารถช่วยลดพื้นที่การเก็บเชื้อพันธุกรรมอ้อยและระยะเวลาการเก็บรักษาของพันธุ์อ้อยไว้ได้ตลอดเวลา ทั้งนี้ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้ต่อในด้านกระบวนการขยายพันธุ์อ้อยอย่างรวดเร็วด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนี้ในอนาคต

วนอีกเทคโนโลยีที่ สอน. ใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงพันธุ์อ้อยอีก 1 วิธีคือ การวิเคราะห์แบบโครงสร้างลักษณะประจำพันธุ์อ้อย (DNA fingerprint) เป็นเทคนิคทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในการพิสูจน์ทราบลายพิมพ์ทางพันธุกรรม (Genetic testing) เพื่อค้นหาและจัดลำดับความสัมพันธ์ทางครอบครัว ทั้งนี้ยังสามารถวินิจฉัยโรคและคุณภาพความหวานทางพันธุกรรมของพันธุ์อ้อยได้อย่างแม่นยำ ปัจจุบัน สอน. โดยศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายภาคที่ 1 กาญจนบุรี ร่วมกับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (National Center for Genetic Engineering and Biotechnology) นำเทคโนโลยีการวิเคราะห์แบบโครงสร้างลักษณะประจำพันธุ์อ้อย (DNA fingerprint) มาประยุกต์ใช้เพื่อตรวจสอบหาความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของพันธุ์อ้อยลูกผสมที่เกิดจากพ่อแม่พันธุ์ที่มีลักษณะดีเด่นทั้งในเรื่องของผลผลิตและคุณภาพความหวานสูง ตอบโจทย์กับการเขตกรรมสมัยใหม่ รวมทั้งยังเป็นการบ่งชี้อัตลักษณ์ประจำพันธุ์อ้อยของรุ่นลูกด้วยว่า ได้ยีนต์ที่มีความเด่นชัดในด้านใดบ้างตั้งแต่รุ่นพ่อ-แม่ไปจนถึงรุ่นปู่-ย่า อีกด้วย

ในการปรับปรุงพันธุ์อ้อย ของ สอน. นอกจากจะคัดหาพันธุ์อ้อยที่มีผลผลิตและคุณภาพน้ำตาลสูงแล้ว ความสามารถในการต้านทานโรคศัตรูอ้อยก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องคัดเลือกลักษณะพันธุ์ที่มีคุณสมบัตินี้ โดยศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ภาคที่ 3 ชลบุรี มีหน้าที่ทำการทดสอบความต้านทานโรคศัตรูอ้อยในพันธุ์อ้อยลูกผสมที่ให้ผลผลิตและคุณภาพน้ำตาลสูงก่อนจะเข้าสู่กระบวนการรับรองพันธุ์และส่งเสริมให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยนำไปปลูกขยาย โดยโรคศัตรูอ้อยที่ใช้ในการทดสอบมี 2 โรคคือ โรคแส้ดำ และโรคเหี่ยวเน่าแดง จากการสำรวจของ สอน. พบว่า ปีการผลิต 2568/2569 มีการระบาดของโรคแส้ดำทั่วประเทศประมาณ 10,000 ไร่ ส่วนโรคเหี่ยวเน่าแดง ปัจจุบันไม่มีรายงานการระบาด เพราะพันธุ์อ้อยที่ใช้กันในปัจจุบันมีความต้านทานโรคเหี่ยวเน่าแดงที่ระดับดีอยู่หลายพันธุ์ แต่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 40 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยมีการระบาดของโรคเหี่ยวเน่าแดงในพื้นที่ภาคกลางตอนบน ถึงภาคเหนือตอนล่างมีพื้นที่ระบาดประมาณ 300,000 ไร่

เมื่อได้พันธ์อ้อยลูกผสมที่มีผลผลิต คุณภาพความหวานสูง และมีความต้านทานโรคศัตรูอ้อยที่ระดับดีแล้ว ก็จะนำไปปลูกทดสอบผลผลิต เพื่อทำการคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมแต่ละพื้นที่ โดยการคัดเลือกพันธุ์อ้อย สอน. จะให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการคัดเลือกอ้อยพันธุ์ดีด้วย ซึ่งเรียกวิธีการนี้ว่า “การประเมินพันธุ์อ้อยแบบเกษตรกรมีส่วนร่วม (Participatory Variety Selection – PVS)” ซึ่งเป็นวิธีการที่ให้เกษตรกรมีบทบาทสำคัญในการคัดเลือกและประเมินพันธุ์อ้อยที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และความต้องการของตนเอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มโอกาสในการยอมรับพันธุ์อ้อยใหม่ๆ และส่งเสริมการนำไปใช้ประโยชน์จริงและยั่งยืน โดยกิจกรรมดังกล่าวจะจัดขึ้นตามหน่วยงานภูมิภาคที่สังกัด สอน. ดังนี้

1. ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ภาคที่ 1 (กาญจนบุรี)
2. สถานีทดลองและขยายพันธุ์อ้อย ภาคที่ 1 (อ่างทอง)
3. ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ภาคที่ 2 (กำแพงเพชร)
4. สถานีทดลองและขยายพันธุ์อ้อย ภาคที่ 2 (พิจิตร)
5. ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ภาคที่ 3 (ชลบุรี)
6. สถานีทดลองและขยายพันธุ์อ้อย ภาคที่ 3 (นครราชสีมา)
7. ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ภาคที่ 4 (อุดรธานี)
8. สถานีทดลองและขยายพันธุ์อ้อย ภาคที่ 4 (ชัยภูมิ)
ขั้นตอนสำคัญในการประเมินพันธุ์อ้อยแบบเกษตรกรมีส่วนร่วม (Participatory Variety Selection – PVS) มีดังนี้
- การคัดเลือกพันธุ์อ้อย: เกษตรกรมีส่วนร่วมในการคัดเลือกพันธุ์อ้อยเบื้องต้นที่อาจมีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และศักยภาพในการให้ผลผลิต
- การทดลองในไร่นาของเกษตรกร: นำพันธุ์อ้อยที่คัดเลือกมาทดลองปลูกในไร่นาของเกษตรกรภายใต้สภาพแวดล้อมจริง
- การประเมินผล: เกษตรกรมีส่วนร่วมในการประเมินลักษณะต่างๆ ของอ้อย เช่น การเจริญเติบโต ผลผลิต ความต้านทานโรคและแมลง ความหวาน คุณภาพของน้ำตาล และความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมนั้นๆ
- การตัดสินใจร่วม: ข้อมูลจากการประเมินจะถูกนำมาพิจารณาและตัดสินใจร่วมกันระหว่างนักวิจัย นักปรับปรุงพันธุ์และเกษตรกร เพื่อเลือกพันธุ์อ้อยที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์
ประโยชน์ของการประเมินพันธุ์อ้อยแบบเกษตรกรมีส่วนร่วม:
- เพิ่มโอกาสในการยอมรับพันธุ์อ้อยใหม่: เกษตรกรมีส่วนร่วมในการประเมิน ทำให้มีความมั่นใจและมีแนวโน้มที่จะนำพันธุ์อ้อยใหม่ไปปลูกมากกว่าการนำพันธุ์อ้อยที่นักวิจัยคัดเลือกมาให้
- ตอบสนองความต้องการของเกษตรกร: การประเมินจากเกษตรกรโดยตรง ทำให้ได้พันธุ์อ้อยที่เหมาะสมกับความต้องการและสภาพแวดล้อมของตนเอง
- ส่งเสริมการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน: เมื่อเกษตรกรมีส่วนร่วมในการประเมินและการตัดสินใจ ทำให้พวกเขามีความรู้สึกเป็นเจ้าของและมีแนวโน้มที่จะดูแลและใช้ประโยชน์จากพันธุ์อ้อยใหม่ๆ อย่างยั่งยืน
- พัฒนาความรู้และทักษะของเกษตรกร: การมีส่วนร่วมในการประเมินและการทดลอง ทำให้เกษตรกรได้เรียนรู้และพัฒนาความรู้และทักษะในการจัดการไร่อ้อยของตนเอง
- การประเมินพันธุ์อ้อยแบบเกษตรกรมีส่วนร่วม (Participatory Variety Selection – PVS): จึงสามารถสรุปได้ว่าคือ การประเมินพันธุ์อ้อยแบบเกษตรกรมีส่วนร่วมเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการคัดเลือกและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากพันธุ์อ้อยใหม่ๆ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในทุกขั้นตอนของการวิจัยและพัฒนา ทำให้ได้พันธุ์อ้อยที่เหมาะสมกับความต้องการและสภาพแวดล้อมของเกษตรกรอย่างแท้จริง


จากขั้นตอนที่กล่าวมาทั้งหมดซึ่งเป็นวิธีการที่ สอน. ใช้ในการพัฒนาพันธุ์อ้อยให้มีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศโลกที่เปลี่ยนไป โดยยังยึดถือการคัดเลือกพันธุ์อ้อยที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี มีผลผลิต คุณภาพน้ำตาลสูงและมีความต้านทานต่อโรคศัตรูอ้อยได้ดี ซึ่งเป็นนโยบายและนวัตกรรมสายพันธุ์อ้อยของ สอน. เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำตาลไทยสู่ความยั่งยืนต่อไป
ผู้เขียน: ชาติชาย โชติสันต์, ณัฐวิชช์ ยศนิธิจิรันธร และวัสสุพัฒน์ เพ็ชรสันทัด (สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย: สอน.)

