บริษัท Agrion ของบราซิล ตั้งเป้าผลิตปุ๋ย 500,000 ตันต่อปีจากของเสียอ้อย ภายในปี 2574
บริษัท Agrion Fertilizantesของบราซิล ตั้งเป้าผลิตปุ๋ย โดยใช้ของเสียจากอ้อยให้ได้ 500,000 เมตริกตันต่อปีภายในปี 2574 ซึ่งจะช่วยให้ประเทศลดความเสี่ยงจากความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อการนำเข้าปุ๋ยได้มากขึ้น ตามการเปิดเผยของ Ernani Judice ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท
บราซิลซึ่งถือเป็นมหาอำนาจด้านการเกษตร เป็น ผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ที่สุดของโลก และมีการปลูกอ้อยหลายร้อยล้านตันในแต่ละปี อย่างไรก็ตาม ประเทศยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเป็นส่วนใหญ่ ส่งผลให้ภาคการเกษตรของบราซิลเผชิญความเสี่ยงจากความตึงเครียดในตลาดโลกและสถานการณ์ระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ข้อมูลจาก Embrapa หน่วยงานวิจัยด้านการเกษตรของบราซิล ระบุว่า บราซิลนำเข้าปุ๋ยประมาณ 85% ของปริมาณการใช้ทั้งหมดที่อยู่ที่ราว 41 ล้านตันต่อปี ขณะที่ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา Agrinvest ชี้ว่า ในปี 2568 การนำเข้า ยูเรีย ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในปุ๋ยบางประเภทของบราซิล ราว 41% หรือเกือบ 3 ล้านตัน ต้องขนส่งผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ก่อนถึงบราซิล
“บราซิลนำเข้าปุ๋ยประมาณ 20% จากประเทศที่มักเกี่ยวข้องกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์อยู่เสมอ” Ernani Judice กล่าวระหว่างการนำเสนอในงานอุตสาหกรรมที่จัดโดยบริษัทที่ปรึกษา Datagro
ทั้งนี้ บริษัทได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนโลกเพื่อแนวปะการัง (Global Fund for Coral Reefs) ซึ่งจนถึงขณะนี้ได้ลงทุนใน Agrion แล้วเป็นมูลค่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีโอกาสเพิ่มวงเงินลงทุนเป็น 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอนาคต โดย Ernani Judice เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวนอกเวทีการจัดงานของ Datagro
Agrion ใช้ของเสียจากอ้อยเป็นวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ย โดยบริษัทจะก่อสร้างโรงงานควบคู่ไปกับโรงงานน้ำตาลและเอทานอลที่มีอยู่แล้ว ซึ่งช่วยให้สามารถเชื่อมโยงวัตถุดิบจากภาคอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลเข้าสู่กระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ปัจจุบัน บริษัทมีโรงงานในบราซิลจำนวน 3 แห่ง โดยมี 1 โรงงาน ที่เริ่มดำเนินการผลิตแล้ว ด้วยกำลังการผลิตประมาณ 40,000 เมตริกตันต่อปี ขณะที่อีก 2 โรงงาน อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และบริษัทคาดว่าจะขยายจำนวนโรงงานเป็น 10 แห่งภายในปี 2574
“แผนธุรกิจในปัจจุบันของเราครอบคลุมการพัฒนาโรงงานทั้งหมด 10 แห่ง และจะทำให้เราสามารถผลิตปุ๋ยได้ราว 500,000 ตันต่อปี ซึ่งจะช่วยผลักดันรายได้ของบริษัทให้เข้าใกล้ระดับ 2 พันล้านเรียลบราซิล หรือประมาณ 387.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ” Ernani Judice กล่าวในการให้สัมภาษณ์

