ทีมวิจัยอินเดียพัฒนาเทคโนโลยีเปลี่ยนของเสียจากอ้อยสู่เชื้อเพลิงชีวภาพสีเขียว ด้วยกระบวนการ HTL
นักวิทยาศาสตร์จาก CSIR-Indian Institute of Chemical Technology (CSIR-IICT) (CSIR-IICT) ได้พัฒนาวิธีการใหม่ในการแปรรูปของเสียจากอ้อยให้เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพคุณภาพสูง ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าที่อาจช่วยเสริมความพยายามด้านพลังงานสะอาด พร้อมทั้งเพิ่มมูลค่าการใช้ของเหลือทิ้งทางการเกษตรในประเทศอินเดีย

ทีมวิจัย นำโดย Alka ร่วมกับ Chandana และ T. Satish ภายใต้การกำกับดูแลของผู้อำนวยการสถาบัน D. Srinivas Reddy ได้สาธิตกระบวนการขั้นสูงในการแปรรูปชานอ้อย ให้เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยใช้เทคโนโลยี catalytic hydrothermal liquefaction (HTL)
จากผลการศึกษา กระบวนการดังกล่าวใช้ deep eutectic solvents เป็นตัวทำละลายทางเลือกแทนสารตั้งต้นแบบดั้งเดิม โดยทำหน้าที่ทั้งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาและตัวทำละลายร่วม ช่วยให้สามารถแปรรูปเศษเหลือจากอ้อย ซึ่งในอินเดียมีปริมาณราว 90–100 ล้านตันต่อปี ให้กลายเป็นน้ำมันชีวภาพ (bio-oil) ที่มีมูลค่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นักวิจัยระบุว่า กระบวนการดังกล่าวสามารถให้ผลผลิตน้ำมันชีวภาพได้สูงถึง 52.8% ภายใต้เงื่อนไขระดับปานกลาง ซึ่งมากกว่าวิธีทั่วไปมากกว่าสองเท่า ขณะเดียวกันคุณภาพเชื้อเพลิงยังดีขึ้น โดยมีค่าพลังงานสูงขึ้นอยู่ในช่วง 39–43 เมกะจูลต่อกิโลกรัม พร้อมคุณสมบัติทางเคมีที่ดีขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงการกักเก็บคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
น้ำมันที่ได้จากกระบวนการนี้มีความเสถียรและสะอาดมากขึ้น โดยมีการเกิดผลพลอยได้ที่ไม่พึงประสงค์ เช่น ถ่าน ในระดับต่ำ ขณะเดียวกันการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมพบว่า กระบวนการดังกล่าวสามารถลดผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนได้ประมาณ 8% เมื่อเทียบกับวิธีที่ใช้อยู่ทั่วไป
การวิเคราะห์ด้านการเงินชี้ว่า เทคโนโลยีนี้มีศักยภาพให้ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ราว 17.6% โดยโรงงานที่มีกำลังการผลิตน้ำมันชีวภาพประมาณ 33 ตันต่อปี สามารถคืนทุนได้ภายใน 3–4 ปี ขณะที่ผลพลอยได้จากกระบวนการคิดเป็นมากกว่า 90% ของรายได้รวม สะท้อนศักยภาพเชิงเศรษฐกิจของเทคโนโลยีนี้อย่างมีนัยสำคัญ
นักวิจัยกล่าวว่า เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นแนวทางที่ยั่งยืนสำหรับการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพรุ่นที่สอง พร้อมระบุว่า หากสามารถบูรณาการเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมน้ำตาลที่มีอยู่ จะช่วยให้สามารถแปรรูปของเสียในระดับท้องถิ่นเป็นพลังงานเชื้อเพลิงได้ ซึ่งจะสนับสนุนเศรษฐกิจชนบท ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศในระยะยาว



