ฟิลิปปินส์ผลิตน้ำตาลแตะ 2.1 ล้านตัน เดินหน้าสู่การพึ่งพาตนเอง
กระทรวงเกษตรของฟิลิปปินส์แสดงความเชื่อมั่นว่า หากอุตสาหกรรมน้ำตาลสามารถรักษาระดับการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ประเทศจะสามารถก้าวสู่การพึ่งพาตนเองด้านน้ำตาลในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
Francisco P. Tiu Laurel Jr. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร เปิดเผยว่า รายงานล่าสุดจาก Pablo Luis Azcona ผู้บริหารสูงสุดของสำนักงานกำกับดูแลน้ำตาล (Sugar Regulatory Administration – SRA) ระบุว่าผลผลิตน้ำตาลดิบได้ทะลุ 2 ล้านตันเมตริกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูเพาะปลูกปี 2563-2564 และสูงกว่าการคาดการณ์เดิมถึง 300,000 ตันเมตริก คิดเป็นประมาณ 6 ล้านกระสอบ “การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องภายใต้การบริหารงานชุดปัจจุบันนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของภาคการผลิต ซึ่งอาจสามารถแตะระดับความต้องการภายในประเทศที่ 2.3 ล้านตันเมตริกได้ หากได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและมีเงื่อนไขที่เหมาะสม” รัฐมนตรีกล่าว
ข้อมูล ณ วันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา ผลผลิตน้ำตาลดิบอยู่ที่ 2.015 ล้านตันเมตริก และยังคงเหลือระยะเวลาการหีบอ้อยอีกหลายสัปดาห์ทั้งนี้ ในฤดูเพาะปลูกปีก่อน ฟิลิปปินส์ผลิตน้ำตาลดิบได้ 1.922 ล้านตันเมตริก ขณะที่ปี 2565-2566 ผลิตได้ 1.799 ล้านตันเมตริก ซึ่งเป็นการฟื้นตัวหลังเผชิญปัญหาสภาพอากาศและซัพพลายที่ไม่สม่ำเสมอ โดยปีที่มีผลผลิตสูงกว่าปัจจุบันคือปี 2020-2021 ที่อยู่ที่ 2.14 ล้านตันเมตริก
การเพิ่มขึ้นของผลผลิตน้ำตาลในครั้งนี้มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะการอนุมัติของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ในการปรับเปลี่ยนปฏิทินเพาะปลูกอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากเดือนสิงหาคมในปี 2565 ไปเป็นวันที่ 1 ตุลาคมภายในฤดูเก็บเกี่ยวปี 2568 เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศและระยะเวลาการเจริญเติบโตของอ้อย ปัจจัยสำคัญอื่น ๆ ได้แก่ การพัฒนาคุณภาพดิน, การใช้สายพันธุ์อ้อยใหม่ของ SRA, การประสานงานที่ดีขึ้นระหว่างผู้ผลิตน้ำตาล และการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น การจัดสรรปุ๋ยตรงเวลา และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร
“เราทำงานอย่างใกล้ชิดกับเกษตรกร โรงงาน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย เพื่อให้แนวโน้มการเติบโตนี้ยังคงดำเนินต่อไป” Tiu Laurel กล่าวเพิ่มเติม รัฐมนตรีฯ ยังเน้นว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์จากประธานาธิบดี Marcos ที่ต้องการฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำตาลของประเทศให้มีศักยภาพในการส่งออกสู่ตลาดโลกในอนาคต ผ่านการเพิ่มผลผลิตต่อไร่และการบริหารจัดการฟาร์มที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
สำหรับด้านการปฏิรูปในแปลงอ้อย รัฐบาลได้ส่งเสริมแนวทาง “block farming” ซึ่งช่วยให้ผลผลิตต่อพื้นที่สูงขึ้น รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการหีบอ้อยในโรงงาน รัฐมนตรีฯ ยังสั่งการให้ SRA มองหาสายพันธุ์อ้อยใหม่จากต่างประเทศ และเร่งควบคุมการระบาดของแมลง “red-striped soft scale” ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลผลิต
ทางด้าน Azcona ผู้บริหาร SRA กล่าวว่าความสำเร็จในด้านการผลิตนี้เกิดจากนโยบายสนับสนุนภาคเกษตรของรัฐบาลที่มีความต่อเนื่อง โดยเฉพาะในด้านการปรับปรุงดิน พันธุ์อ้อย การชลประทาน และการใช้เครื่องจักรกล ซึ่งถือว่าเป็นความพยายามที่เข้มข้นที่สุดในประวัติศาสตร์ของ SRA
“รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี Marcos และรัฐมนตรี Tiu Laurel ให้ความสำคัญกับอ้อยอย่างไม่เคยมีมาก่อน และเรากำลังเริ่มเห็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม” Azcona กล่าว ทั้งนี้ การผลิตน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง และราคาน้ำตาลที่ทรงตัวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยังส่งผลดีต่อเกษตรกรในประเทศ โดยเฉพาะในแง่ของความมั่นคงรายได้ และต้นทุนการบริโภคที่ลดลง
“เกษตรกรก็เป็นผู้บริโภคน้ำตาลเช่นกัน ราคาขายปลีกที่ต่ำลงจึงเป็นประโยชน์ต่อพวกเขาด้วย” Azcona กล่าวปิดท้าย

