พลิกโฉมอ้อยไทย ชูเศรษฐกิจชีวภาพเพิ่มมูลค่า
ประเทศไทยเดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลสู่ “อุตสาหกรรมชีวภาพสีเขียว” (Green Bio Industry) หลังฤดูการผลิตปี 2568/2569 มีผลผลิตอ้อยแตะ 105.86 ล้านตัน พร้อมเพิ่มสัดส่วนอ้อยสดเป็น 96.20% และลดอ้อยเผาเหลือเพียง 3.80% สะท้อนความก้าวหน้าด้านการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันภาครัฐเร่งต่อยอดอ้อยและผลพลอยได้สู่เชื้อเพลิงชีวภาพ พลาสติกชีวภาพ และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพของอาเซียนภายในปี 2570
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้มอบนโยบายให้สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยสู่ Green Bio Industry ภายใต้นโยบาย Bio Economy เพื่อเพิ่มมูลค่าอ้อยและผลพลอยได้ทางการเกษตร ตามแนวทางเศรษฐกิจ BCG ของรัฐบาล
ข้อมูลจาก สอน. ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อย 9.87 ล้านไร่ ครอบคลุม 47 จังหวัด และมีโรงงานน้ำตาล 58 แห่ง ใน 29 จังหวัด โดยฤดูการผลิตปี 2568/2569 มีผลผลิตอ้อย 105.86 ล้านตัน ผลิตน้ำตาลได้ 12.20 ล้านตัน มีผลผลิตเฉลี่ย 10.72 ตันต่อไร่ ขณะที่สัดส่วนอ้อยสดเพิ่มขึ้นเป็น 96.20% และอ้อยเผาลดลงเหลือ 3.80% จากฤดูการผลิตปี 2567/2568 ที่มีอ้อยสด 85.14% และอ้อยเผา 14.86% สะท้อนความก้าวหน้าในการลดการเผาอ้อยและปัญหาฝุ่น PM2.5

ในด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายสร้างมูลค่ารวม 203,205 ล้านบาท ในฤดูการผลิตปี 2567/2568 แบ่งเป็นอุตสาหกรรมน้ำตาลในประเทศ 50,257 ล้านบาท การส่งออก 117,582 ล้านบาท กากน้ำตาล 17,662 ล้านบาท และอุตสาหกรรมชีวภาพ 17,703 ล้านบาท สะท้อนว่าอุตสาหกรรมชีวภาพกำลังเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทย
นายวราวุธ กล่าวว่า อุตสาหกรรมอ้อยไทยกำลังก้าวจากการผลิตน้ำตาลไปสู่การเป็นฐานวัตถุดิบของอุตสาหกรรมชีวภาพ ทั้งพลังงานชีวภาพ พลาสติกชีวภาพ เชื้อเพลิงสะอาด และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
สำหรับปี 2569 สอน. เตรียมเดินหน้าโครงการสำคัญเพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน ได้แก่ การพัฒนาเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) จากเอทานอลอ้อย การผลิตพลาสติกชีวภาพ (PLA) จากชานอ้อย การพัฒนาเชื้อเพลิงชีวมวล ระบบติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (CO₂ Track) รวมถึงการส่งเสริมการใช้ใบและยอดอ้อยเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล และการต่อยอดการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดร่วมกับกลุ่มชาวไร่อ้อยและวิสาหกิจชุมชน

นายวราวุธ กล่าวว่า การใช้ใบและยอดอ้อยเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ลดการเผาในไร่อ้อย และลดมลพิษทางอากาศ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดด้านต้นทุนการรวบรวมวัตถุดิบและเครื่องจักร จึงจำเป็นต้องเร่งสนับสนุนเทคโนโลยีและกลไกตลาดควบคู่กัน
ด้านนายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กล่าวว่า สอน. จะเดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยสู่การเป็นอุตสาหกรรมชีวภาพที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนแก่เกษตรกร เพื่อให้อุตสาหกรรมอ้อยไทยก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตด้านพลังงานสะอาด วัสดุชีวภาพ และอุตสาหกรรมสีเขียวในอนาคต

