บราซิลและอินเดีย ผนึกกำลังผลักดันใช้เอทานอล ในการประชุม COP30
บราซิลและอินเดียชูบทบาทเอทานอลเป็นประเด็นสำคัญในเวที COP30 โดยอินเดียได้ประกาศความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายการผสมเอทานอลที่สัดส่วน 20% ก่อนกำหนด พร้อมทั้งเข้าร่วมในโครงการริเริ่ม Belem 4x ขณะที่บราซิลตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเชื้อเพลิงชีวภาพและแผนการเพิ่มสัดส่วนการผสมเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น นอกจากนี้ บราซิลยังได้ผลักดันการยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล รวมถึงการขับเคลื่อนพันธสัญญาใหม่ด้านเชื้อเพลิงยั่งยืนและการจัดหาเงินทุนเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เอทานอลกลายเป็นประเด็นหลักในการหารือครั้งสำคัญ เมื่อผู้แทนจากกว่า 100 ประเทศได้มารวมตัวกัน ณ เมือง Belem ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 10-21 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 หรือ COP30
จากการปฏิเสธเข้าร่วมของสหรัฐอเมริกาและจีน ส่งผลให้บราซิลและอินเดีย ก้าวขึ้นสู่เวทีหลักเพื่อนำเสนอผลงานและส่งเสริมบทบาทสำคัญของเอทานอลในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
รัฐบาลอินเดียประกาศความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายการผสมเอทานอลในน้ำมันเบนซินที่สัดส่วน 20% (E20) ซึ่งทำได้สำเร็จก่อนกำหนดการเดิมถึง 5 ปี โดยในขณะนี้ ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกแห่งนี้กำลังเข้าร่วมผนึกกำลังกับบราซิล ญี่ปุ่น และอิตาลี ภายใต้โครงการ “Belem 4x” เพื่อร่วมกันผลักดันการใช้เอทานอลและเชื้อเพลิงชีวภาพในระดับสากล

โครงการ Belem 4x นี้ มีเป้าหมายหลักในการเพิ่มปริมาณการใช้เชื้อเพลิงยั่งยืนทั่วโลกให้ได้ถึง 4 เท่าภายในปี 2578 ในขณะที่บราซิลซึ่งครองตำแหน่งผู้นำด้านเชื้อเพลิงชีวภาพมาอย่างยาวนาน มีการจำหน่ายน้ำมันเบนซินผสมเอทานอลในสัดส่วนร้อยละ 27 เป็นปกติอยู่แล้ว และล่าสุดรัฐบาลบราซิลได้ประกาศแผนที่จะปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมดังกล่าวให้สูงขึ้นอีก
การเปลี่ยนผ่านสู่เอทานอลอย่างรวดเร็วของอินเดีย ได้แสดงให้เห็นถึงความท้าทายที่ประเทศอื่นอาจต้องเผชิญ โดยเฉพาะความเชื่อที่แพร่หลายว่าเอทานอลส่งผลเสียต่อเครื่องยนต์สันดาป ปัจจุบันสถานีบริการน้ำมันส่วนใหญ่ในอินเดียจำหน่ายน้ำมันผสมเอทานอลร้อยละ 20 (E20) ในขณะที่น้ำมันเบนซินแบบไม่ผสมมีราคาสูงกว่าเกือบเท่าตัว นอกจากนี้ ทางการกำลังดำเนินการยกเลิกการจำหน่ายน้ำมันที่มีสัดส่วนผสมเอทานอลต่ำกว่านี้

เอทานอลซึ่งโดยทั่วไปผลิตจากข้าวโพด อ้อย หรือข้าว ถูกจัดว่าเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาดกว่าน้ำมันเบนซินที่ผลิตจากปิโตรเลียม โดยรัฐบาลอินเดียเปิดเผยว่า โครงการผสมเชื้อเพลิงนี้สามารถลดการปล่อยคาร์บอนไปได้แล้วถึง 7.4 หมื่นล้านกิโลกรัม ซึ่งเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ถึง 300 ล้านต้น และยังช่วยประหยัดงบประมาณจากการลดนำเข้าน้ำมันดิบได้มากกว่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
บราซิลประกาศ เรียกร้องทั่วโลกยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างถาวร
ประธานาธิบดี Luiz Inácio ” Lula ” Da Silva แห่งบราซิล เรียกร้องให้ผู้นำทั่วโลกร่วมกันจัดทำ Roadmap สากลเพื่อยุติการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมทั้งปฏิบัติตามพันธสัญญาระหว่างประเทศในการ เพิ่มขีดความสามารถด้านพลังงานหมุนเวียนเป็น 3 เท่า และ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเป็น 2 เท่า ภายในปี 2573 โดยเขาย้ำว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ทุกประเทศจะต้องออกจากเมือง Belem ด้วยจุดยืนที่สอดคล้องกับเป้าหมายการจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ตามที่ได้ตกลงกันไว้ในความตกลงปารีส
ประธานาธิบดีบราซิล ยังได้ประกาศเปิดตัวพันธสัญญาในการเพิ่มปริมาณการใช้เชื้อเพลิงยั่งยืนขึ้นเป็น 4 เท่าภายในปี 2578 พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้กลไกการสลับลดหนี้เพื่อการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยแผนงานนี้ได้ถูกริเริ่มขึ้นครั้งแรกในการประชุม Pre-COP เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ในช่วงต้นสัปดาห์ Roadmap จาก Baku สู่ Belem ยังได้เปิดเผยแผนการระดมทุนเพื่อสภาพภูมิอากาศมูลค่าอย่างน้อย 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2578 อีกด้วย

คณะผู้จัดการประชุม COP30 เปิดเผยว่า ขณะนี้มี 19 ประเทศ ที่ได้ตอบรับและตกลงที่จะสนับสนุนพันธสัญญาดังกล่าวร่วมกัน
“พันธสัญญาในลักษณะนี้จะค่อยๆ สร้างแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งขึ้นตามกาลเวลา” Mauricio Lyrio เลขานุการด้านภูมิอากาศ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ประจำกระทรวงการต่างประเทศของบราซิลกล่าว “ดังนั้น การได้รับการตอบรับจาก 19 ประเทศ ณ ขณะนี้จึงถือเป็นผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม และที่สำคัญที่สุดคือ ความหลากหลายของกลุ่มประเทศที่เข้าร่วมเป็นเครื่องยืนยันว่าเรากำลังเดินมาถูกทาง และประเด็นที่เราผลักดันนั้นได้รับความสนใจและเสียงตอบรับจากทั่วทุกมุมโลก”
“ความพยายามในการเพิ่มปริมาณการผลิตและการใช้เชื้อเพลิงยั่งยืนทั่วโลกให้ได้ 4 เท่าภายในปี 2578 จะได้รับแรงสนับสนุนจากนานาชาติเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในที่สุด และจะเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อความพยายามในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน” Jean-Pierre Clamadieu ประธานกรรมการบริษัท Engie กล่าว โดยเขาคาดการณ์ว่าจะมีประเทศเข้าร่วมอย่างน้อย 20 ถึง 30 ประเทศ เนื่องจากเชื้อเพลิงยั่งยืนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการลดคาร์บอนในระบบเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ในวันแรกของการประชุม บราซิลได้ประกาศเปิดตัว กองทุนป่าเขตร้อนยั่งยืน โดยสามารถระดมเงินทุนตั้งต้นได้มากกว่า 5.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเงินสนับสนุนส่วนใหญ่มาจากประเทศนอร์เวย์ ขณะที่ Andrew Forrest มหาเศรษฐีชาวออสเตรเลีย ได้ก้าวขึ้นเป็นนักลงทุนในนามองค์กรการกุศลรายแรกที่ร่วมสมทบทุนด้วยวงเงิน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ


