ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยกระดับระบบไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ชูแนวทางสู่ความยั่งยืนสำหรับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม
การลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ในขณะที่ผู้บริโภคทั่วโลกต่างเรียกร้องความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ความปลอดภัยทางอาหาร การปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่ดีกว่าเดิม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ ซึ่งปัจจุบัน ภาคธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มมีการใช้พลังงานสูงถึง 30% ของการใช้พลังงานทั่วโลก และเป็นต้นเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ที่ 20%
ในขณะเดียวกัน ต้นทุนวัตถุดิบอาหารกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกที่ลดน้อยลงและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำลง ประกอบกับอัตรากำไรของธุรกิจประเภทนี้มักจะอยู่ในระดับต่ำ ทำให้บริษัทในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านการเงินและการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางความพยายามในการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป การเร่งลดการปล่อยคาร์บอนอย่างจริงจังและการมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายคำมั่นสัญญาด้านความยั่งยืน
อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) กำลังเดินหน้าอย่างจริงจังเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนและบรรลุเป้าหมายพันธกิจด้านความยั่งยืน โดยมุ่งหวังที่จะช่วยลดผลกระทบต่อผู้บริโภคและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย
การลดคาร์บอนในการดำเนินงานของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ถือเป็นหัวใจสำคัญของการบรรลุเป้าหมายทั้งด้านความยั่งยืนในระยะยาวและผลประกอบการทางการเงิน แต่เรื่องนี้มีความซับซ้อน และต้องอาศัยมากกว่าแค่การลงทุนในพลังงานสีเขียวผ่านผู้ให้บริการไฟฟ้าหรือการติดตั้งระบบไมโครกริด (Microgrid) ในพื้นที่เท่านั้น เพราะกุญแจสำคัญที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากที่สุด คือการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ทันสมัย การยกระดับความปลอดภัย รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การจัดการของเสียและการบริหารจัดการน้ำในภาพรวม
กระบวนการผลิตที่ต้องใช้พลังงานมหาศาล ไม่ว่าจะเป็น การอบ การพาสเจอไรซ์ และการฆ่าเชื้อ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตอาหารและเครื่องดื่มที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย และเป็นข้อบังคับสำคัญเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัยทางอาหาร โดยในอดีตมีการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลโดยตรงในกระบวนการเหล่านี้ทำให้ประสิทธิภาพด้านพลังงานและความคุ้มค่าทางต้นทุนสูงกว่าการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เนื่องจากมักเกิดการสูญเสียพลังงานในระหว่างการส่งจ่ายไฟฟ้าผ่านระบบโครงข่าย
แต่ในปัจจุบัน เมื่อแหล่งพลังงานสีเขียวและพลังงานหมุนเวียนจากผู้ให้บริการไฟฟ้าสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ประกอบกับทางเลือกในการติดตั้งระบบไมโครกริดพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลมภายในโรงงาน ทำให้บริษัทในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มมีโอกาสที่จะพัฒนาและยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้การผลิตพลังงานหมุนเวียนใช้เองภายในพื้นที่ยังช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพและความต่อเนื่องทางธุรกิจ โดยช่วยให้มั่นใจได้ว่าจะมีพลังงานไฟฟ้าสำรองพร้อมใช้ในช่วงที่เกิดสภาพอากาศแปรปรวนรุนแรง หรือเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าหลัก ยิ่งไปกว่านั้นการบริหารจัดการพลังงานภายในโรงงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นยังนำมาซึ่งผลประโยชน์ทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการเข้าร่วมโครงการบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้า (Demand Response) ของผู้ให้บริการ หรือแม้กระทั่งการขายพลังงานไฟฟ้าส่วนเกินคืนสู่ระบบในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด


Electricity 4.0: ขับเคลื่อนกระบวนการสู่ความยั่งยืน
การสร้างความยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยมากกว่าการใช้แหล่งพลังงานสีเขียว หรือการเปลี่ยนจากระบบหม้อไอน้ำ (Boilers) ไปเป็นระบบปั๊มความร้อน (Heat pumps) เท่านั้น เพื่อให้ก้าวสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง องค์กรจำเป็นต้องมีความเข้าใจในกระบวนการดำเนินงานของตนที่ชัดเจนยิ่งขึ้น และสำหรับผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโรงงาน สายการผลิตและเครื่องจักรเพื่อให้ตระหนักได้อย่างรอบด้านว่า รูปแบบการใช้พลังงานนั้นส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องต้นทุนการผลิตและการปล่อยคาร์บอนเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน คุณภาพของสินค้า ความปลอดภัยของพนักงาน และความพึงพอใจของลูกค้าอีกด้วย
เช่นเดียวกับ Industry 4.0 ที่มุ่งเน้นการใช้อุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและระบบคลาวด์คอมพิวติ้งเพื่อยกระดับการดำเนินงานในภาคอุตสาหกรรมสู่ระบบดิจิทัล ดังนั้นแนวคิด Electricity 4.0 คือการผสานรวมเทคโนโลยีลักษณะเดียวกันนี้เข้ากับระบบไฟฟ้านั่นเอง โดยเทคโนโลยีนี้จะช่วยมอบข้อมูลสำคัญให้แก่เจ้าของกิจการและผู้จัดการโรงงาน เพื่อให้สามารถตัดสินใจบริหารจัดการการใช้พลังงานได้อย่างแม่นยำโดยอ้างอิงจากข้อมูลจริง (Data-driven decisions) พร้อมทั้งช่วยขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คุณค่าของข้อมูลดิจิทัล
การมีระบบไฟฟ้าแบบดิจิทัล (Digitalized Electrical System) ช่วยสร้างประโยชน์อย่างมหาศาลให้แก่บริษัทในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม โดยช่วยให้องค์กรสามารถ:
1.มอบข้อมูลที่จำเป็นเพื่อช่วยลดต้นทุนด้านสาธารณูปโภค ทั้งในส่วนของพลังงาน น้ำและการบริหารจัดการของเสีย
2.เพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพการดำเนินงาน ด้วยการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงลึกของระบบที่นำไปใช้งานได้จริง พร้อมเพิ่มความยืดหยุ่นได้สูงสุดถึง 40% เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
3.สร้างมูลค่า สมรรถนะ และยืดอายุการใช้งานของสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ช่วยประหยัดงบประมาณการลงทุน (CAPEX) ได้ถึง 30% รวมถึงเพิ่มโอกาสในการสร้างมูลค่าหุ้นให้สูงขึ้น
4.ยกระดับความปลอดภัยทางไฟฟ้าและเสถียรภาพของระบบ พร้อมปรับปรุงคุณภาพและรับรองการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ตัวอย่างเช่น สามารถลดเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้มากถึง 99% ช่วยให้การติดตามและรายงานผลด้านความปลอดภัยทางอาหารเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น
5.เพิ่มความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เมื่อเกิดเหตุการณ์ผิดปกติ เพื่อลดผลกระทบเชิงลบที่จะเกิดขึ้นต่อภาพลักษณ์แบรนด์และมูลค่าหุ้น
6.ขยายการเข้าถึงข้อมูลเพื่อเสริมศักยภาพให้แก่พนักงานในโรงงาน โดยมอบข้อมูลที่ดีกว่าเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถช่วยลดระยะเวลาในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ ลงได้ถึงครึ่งหนึ่ง
7.แสดงผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ได้อย่างชัดเจน เมื่อมีการใช้พลังงานจากแหล่งผลิตหมุนเวียน เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดทางกฎหมาย

ผลลัพธ์ที่ได้จาก Electricity 4.0
โซลูชันระบบจำหน่ายไฟฟ้าแบบดิจิทัล (Digitalized Electrical Distribution) ควรมีฟังก์ชันการทำงานที่ช่วยสร้างผลลัพธ์ด้านการดำเนินงาน ดังต่อไปนี้:
ยกระดับการบริหารจัดการระบบไฟฟ้า
- การจำลองสถานการณ์เชิงพยากรณ์ หรือเทคโนโลยีดิจิทัลทวิน (Digital Twin)
- การตรวจวัด สร้างแบบจำลองและวิเคราะห์การใช้พลังงาน รวมถึงการเปรียบเทียบมาตรฐาน (Benchmarking)
- การจำลองเหตุการณ์ลัดวงจรในโครงข่ายไฟฟ้า และการจำลองความสัมพันธ์ในการทำงานของเบรกเกอร์ (Breaker Selectivity)
- การจำลองการไหลของกำลังไฟฟ้า (Load Flow) และแรงดันตกในระบบ
- การบริหารจัดการขีดความสามารถของระบบ

การติดตามผล การรายงาน และบริการที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน
- การติดตามและรายงานผลการปฏิบัติตามเกณฑ์ประสิทธิภาพพลังงาน
- บริการที่ปรึกษาด้านความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการรายงานข้อมูลก๊าซเรือนกระจก
นอกจากคุณสมบัติเฉพาะต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว หนึ่งในประโยชน์สูงสุดของระบบไฟฟ้าแบบดิจิทัล คือความสามารถในการผสานรวมข้อมูลด้านพลังงานและกระบวนการผลิตเข้าด้วยกัน ทำให้มองเห็นภาพรวมของการดำเนินงานทั้งหมดได้อย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ช่วยให้เจ้าของกิจการสามารถตัดสินใจทั้งในด้านการลงทุนและการบริหารจัดการ โดยยึดหลักแนวทางแบบองค์รวมที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน
คุณค่าของการมีพันธมิตรทางธุรกิจ
การเริ่มต้นกระบวนการเปลี่ยนผ่านอาจดูเป็นเรื่องท้าทาย แต่ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มจำนวนมากพบว่า การทำงานร่วมกับพันธมิตรนั้นช่วยให้เกิดความคุ้มค่าและสร้างความอุ่นใจได้ตลอดเส้นทางการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัล สิ่งสำคัญคือควรพิจารณาเลือกองค์กรชั้นนำที่มีความมั่นคง และมีผลงานความสำเร็จเป็นที่ยอมรับในการติดตั้งโซลูชันด้านความยั่งยืนสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มโดยเฉพาะ
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงาน ได้ผนึกกำลังกับ AVEVA ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์อุตสาหกรรมและการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ยุคดิจิทัล เพื่อร่วมสร้างความแข็งแกร่งในการรับมือความท้าทายที่ซับซ้อนในภาคการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ด้วยแนวทางการทำงานร่วมกันและศักยภาพในการเป็นที่ปรึกษาของชไนเดอร์ อิเล็คทริค พร้อมติดอาวุธให้แก่องค์กรธุรกิจด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเชิงลึกและแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศ เพื่อช่วยให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจไว้ได้อย่างมั่นคง
ติดตามข้อมูลเพิ่มเติม Electricity 4.0 และการปรับเปลี่ยนโครงข่ายไฟฟ้าสู่ระบบดิจิทัล จะช่วยกำหนดเส้นทางที่ชัดเจนสู่การลดคาร์บอนได้อย่างไร สามารถศึกษาได้จากคู่มืออ้างอิงฉบับใหม่ล่าสุดของชไนเดอร์ อิเล็คทริค EcoStruxure™ Power for Food & Beverage Plants

_____________________________________________________________
เกี่ยวกับ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค
เราคือพันธมิตรด้านเทคโนโลยีพลังงานของคุณ
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงาน สร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืนด้วยการนำระบบไฟฟ้า ระบบอัตโนมัติ และระบบดิจิทัลปรับใช้ในอุตสาหกรรม ธุรกิจ และที่อยู่อาศัย เทคโนโลยีของเราช่วยให้อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ โรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน และโครงข่ายไฟฟ้าทำงานเชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่นและยั่งยืน กลุ่มผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย อุปกรณ์อัจฉริยะ สถาปัตยกรรมที่ควบคุมด้วยซอฟต์แวร์ ระบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI บริการระบบดิจิทัลและการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค มีพนักงาน 160,000 คน และมีพันธมิตรคู่ค้ามากกว่า 1 ล้านราย ครอบคลุมกว่า 100 ประเทศ และได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทที่ยั่งยืนที่สุดในโลกอย่างต่อเนื่อง http://www.se.com/th

