บราซิลขับเคลื่อนพลังงานสะอาดสู่อนาคตที่ยั่งยืน
อุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศบราซิลได้พัฒนาไปไกลกว่าการเป็นเพียงอุตสาหกรรมผลิตอาหารมานานแล้ว ปัจจุบันนี้ ภาคการเกษตรของบราซิลเป็นทั้งผู้ผลิตพลังงานสะอาด แหล่งนวัตกรรม และผู้สร้างสรรค์แนวทางในการแก้ไขโจทย์ปัญหาสำคัญ ๆ แห่งยุคศตวรรษที่ 21 อีกด้วย หนึ่งในแนวทางแก้ไขปัญหาเหล่านั้นคือ “เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels)” ซึ่งถือเป็นทางเลือกเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ และส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของโลก
ในยุคที่ทั้งโลกมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเร่งด่วนนั้น “การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน” กลายเป็นหัวใจสำคัญที่ถูกบรรจุลงในวาระแห่งชาติและความร่วมมือระหว่างประเทศต่าง ๆ การนำพลังงานหมุนเวียน (รวมถึงเชื้อเพลิงชีวภาพ) มาใช้ทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลถือเป็นสิ่งจำเป็นในการควบคุมภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะในภาคส่วนที่ไม่สามารถใช้พลังงานไฟฟ้าแทนได้ เช่น การขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ อุตสาหกรรมการบิน และอุตสาหกรรมเชิงเกษตร
บราซิลเริ่มดำเนินนโยบายเชื้อเพลิงชีวภาพมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 ด้วยโครงการเอทานอลจากอ้อยที่มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดยนับตั้งแต่นั้น บราซิลได้กลายเป็นประเทศต้นแบบของโลกผ่านการพัฒนากระบวนการผลิตที่เติบโตอย่างยั่งยืน มีประสิทธิภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ต่อมาบราซิลได้เริ่มนำ ไบโอดีเซลมาใช้ในช่วงทศวรรษ 2000 ซึ่งเป็นการขยายประเภทพลังงานหมุนเวียนของประเทศให้หลากหลายขึ้นโดยใช้ประโยชน์จากน้ำมันพืชและไขมันสัตว์ และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บราซิลยังได้พัฒนาเทคโนโลยีในการผลิต ก๊าซชีวภาพ และไบโอมีเทน จากเศษวัสดุเหลือใช้ในภาคส่วนอุตสาหกรรมเชิงเกษตร ซึ่งกลายเป็นแหล่งพลังงานใหม่ที่มีศักยภาพสูงและเหมาะกับการใช้งานแบบกระจายพื้นที่
ด้วยพื้นฐานอันแข็งแกร่งนี้ บราซิลจึงกลายเป็นผู้ผลิตเอทานอลรายใหญ่อันดับสองของโลก และเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการผลิตไบโอดีเซลระดับสากล จุดแข็งด้านเชื้อเพลิงชีวภาพของบราซิลนั้นเกิดจากการบูรณาการกับภาคเกษตรกรรมอย่างลึกซึ้ง — พืชพลังงานจำพวกอ้อย ถั่วเหลือง ข้าวโพด ฯลฯ สามารถปลูกร่วมกับพืชอาหาร พืชเส้นใย และหญ้าเลี้ยงสัตว์ได้อย่างสมดุล ส่งผลให้เกิดผลผลิตที่ยั่งยืนและนวัตกรรมทางการเกษตรที่ต่อเนื่อง เศษวัสดุทางการเกษตรที่เคยถูกทิ้ง เช่น กากอ้อย ขี้หม้อกรอง ฟาง เปลือกถั่ว ไขมันสัตว์ และของเสียจากปศุสัตว์ — ล้วนถูกนำกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบพลังงาน ซึ่งก่อให้เกิดการหมุนเวียนทรัพยากรและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
ภายใต้แนวนโยบายนี้ อุตสาหกรรมการเกษตรของบราซิลจึงได้รับการยอมรับในระดับสากล ทั้งในฐานะ “แหล่งอาหารของโลก” รวมถึง “แหล่งพลังงานสะอาด” อีกด้วย อีกทั้งยังมีนโยบายสมัยใหม่อย่าง RenovaBio เป็นกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญ ซึ่งใช้ระบบวัดผลประสิทธิภาพและความเข้มข้นของคาร์บอนที่อยู่ในเชื้อเพลิงหมุนเวียน รวมถึงการกำหนดเป้าหมายและการมอบสิ่งตอบแทนในรูปแบบของ “เครดิตการลดการปล่อยคาร์บอน (CBIOs)” เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทั้งในเชิงสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ
เมื่อไม่นานมานี้ บราซิลได้ดำเนินการขั้นสำคัญด้วยการออกกฎหมาย “Fuel of the Future” (เชื้อเพลิงแห่งอนาคต) ซึ่งสร้างกรอบกฎหมายใหม่สำหรับเชื้อเพลิงที่ยั่งยืน กฎหมายดังกล่าวได้เพิ่มความทันสมัยทางด้านกฎระเบียบ ส่งเสริมความมีเอกภาพของกฎหมาย และเห็นชอบให้เชื้อเพลิงชีวภาพยุคแรก เช่น เอทานอล สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูง อย่างไฮโดรเจนหมุนเวียน เชื้อเพลิงสังเคราะห์ และเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (SAF) ได้ — ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการลดคาร์บอนในภาคการบินและอุตสาหกรรมหนัก
ตัวบทกฎหมายฉบับใหม่นี้ได้เปิดทางให้บราซิลสามารถขยายกำลังการผลิตและการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในหลากหลายมิติ ทั้งในแง่ของการเพิ่มการแปรรูปวัตถุดิบภายในประเทศ เช่น ถั่วเหลืองและข้าวโพด เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับกระบวนการผลิตและเอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมโปรตีนสัตว์ของประเทศ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มความหลากหลายของแหล่งทรัพยากรชีวมวลโดยใช้พืชที่เหมาะกับแต่ละภูมิภาค เช่น ปาล์มน้ำมัน, หมากมัน, คาโนล่า, ข้าวฟ่าง, อะกาเว่ และพืชพื้นเมืองอื่น ๆ ตลอดจนเป็นการเพิ่มผลผลิตของพืชเศรษฐกิจหลัก ๆ ที่มีอยู่เดิม เช่น อ้อย ถั่วเหลือง และข้าวโพด รวมถึงการฟื้นฟูพื้นที่ทุ่งหญ้าที่เสื่อมโทรมให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งจะสร้างผลดีทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
ศักยภาพในการลดการปล่อยคาร์บอนของเชื้อเพลิงชีวภาพนั้นสูงมาก — กล่าวคือรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงเอทานอลของบราซิลสามารถปล่อย CO₂ ได้น้อยกว่ารถที่ใช้เชื้อเพลิงเบนซินถึง 90% ส่วนไบโอมีเทน ก็สามารถทดแทนการใช้เชื้อเพลิงดีเซลบางส่วนในกลุ่มรถบรรทุกขนาดใหญ่และเครื่องจักรกลเกษตรได้ โดยได้มีการทดลองใช้แล้วในหลายโครงการนำร่องที่โรงงานผลิตน้ำตาลพลังงานและสหกรณ์หลายแห่งในภูมิภาคตอนใต้และตะวันตกกลางของบราซิล ซึ่งให้ผลลัพธ์เชิงสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจที่ดี นอกจากนี้ เชื้อเพลิงชีวภาพยังสามารถใช้ผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานและส่งเสริมการพัฒนาชนบท

การเติบโตของเชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูง ยังช่วยเปิดประตูสู่โอกาสบานใหม่ให้กับภาคพลังงานของบราซิล เอทานอลที่ได้จากข้าวโพดและเอทานอลยุคสองที่ผลิตจากฟางและชานอ้อยได้เข้าสู่กระบวนการผลิตเชิงพาณิชย์แล้ว ในขณะเดียวกัน กระบวนการผลิตแบบเร่งปฏิกิริยาและชีวเทคโนโลยีก็เริ่มถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ผลิตเชื้อเพลิงการบิน และเปลี่ยนเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้กลายเป็นโมเลกุลมูลค่าสูง ศูนย์วิจัย Embrapa Agroenergy เป็นเรือธงในการพัฒนาด้านนี้ โดยได้มุ่งดำเนินงานเพื่อปลดปล่อยศักยภาพของชีวมวลหลากหลายชนิด รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทางเคมีและชีวเคมี
เพื่อให้โอกาสเหล่านี้สามารถกลายเป็นจริง การลงทุนอย่างต่อเนื่องในด้านการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม (R&D&I) จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าบราซิลจะมีศักยภาพทางวิทยาศาสตร์ในระดับโลก แต่ก็จำเป็นจะต้องมีการแปลงองค์ความรู้เหล่านั้นให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริงและขยายผลได้ทั่วประเทศ ในบริบทนี้ “นวัตกรรม” คือสะพานเชื่อมระหว่างศักยภาพกับความก้าวหน้าในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างยั่งยืน
ดังนั้นในมิตินี้ความร่วมมือระหว่างประเทศ จึงถือเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง — และจีนคือพันธมิตรหลักที่โดดเด่นเป็นอันดับต้น ๆ ด้วยเป้าหมายการมุ่งสู่ยุคแห่งความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2603 และความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเทศจีนจึงมีโอกาสมากมายในการใช้ประโยชน์จากพลังงานชีวภาพ โดยเฉพาะการใช้ชีวมวลแบบแข็งเพื่อทดแทนถ่านหิน การเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพในภาคคมนาคม หรือการใช้ก๊าซชีวภาพทดแทนก๊าซธรรมชาติ ดังนั้นแล้ว จีนจึงสามารถอาศัยประโยชน์จากเทคโนโลยีและประสบการณ์ด้านเชื้อเพลิงชีวภาพของบราซิล เช่น การส่งออกเอทานอล ความร่วมมือด้านชีวเทคโนโลยีและก๊าซชีวภาพ รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ด้วยประสบการณ์ของบราซิล เช่นจากนโยบาย RenovaBio และระบบการผลิตพลังงานทางการเกษตรแบบบูรณาการจะสามารถเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของจีนได้ความเกื้อกูลกันระหว่างประเทศเกษตรกรรมขนาดใหญ่กับหนึ่งในตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดในโลกถือได้ว่าเป็นการจับคู่กันที่ลงตัวสำหรับ ความร่วมมือที่มั่นคงและยั่งยืน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อสองประเทศและต่อโลกใบนี้
นี่เป็นมากกว่าการค้าขายแลกเปลี่ยน — นี่คือการ “สร้างสะพานสู่อนาคตร่วมกัน” พลังงานที่เราปลูกในไร่นาของบราซิลวันนี้ อาจเป็นพลังงานที่ขับเคลื่อนโลกทั้งใบในวันพรุ่งนี้ ด้วยการผสานวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ความยั่งยืนด้านการผลิต และความร่วมมือระหว่างประเทศ บราซิลกำลังตอกย้ำบทบาทการเป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านพลังงานของโลก — โดยมี “เกษตรกรรมเป็นพลังขับเคลื่อน” และ “พลังงานชีวภาพ” ประกอบกับการร่วมเป็นพันธมิตรกับจีน คือการปูทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงแห่งอนาคตที่ยั่งยืน
Alexandre Alonso Alves (ผู้อำนวยการใหญ่ ศูนย์วิจัย Embrapa Agroenergy)
Bruno Galveas Laviola (ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนา ศูนย์วิจัย Embrapa Agroenergy)

